หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดเสียงร้อง...

เปิดเสียงร้อง ธุรกิจทั่วไทย ‘อยากเห็น-อยากได้’ รับปี2568

9.10.24 | 12:15 น.

เปิดเสียงร้อง‘ธุรกิจทั่วไทย’
‘อยากเห็น-อยากได้’รับปี2568

ใกล้ส่งท้ายปีก่อนเข้าปีใหม่ของทุกปี เมื่อสอบถามนักธุรกิจต่อสถานการณ์ในปัจจุบันและสิ่งที่ฝากถึงรัฐบาล โดยเฉพาะหลังที่ประเทศไทยเพิ่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ นำโดยนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

และที่ผ่านมา ก็เป็นการรอคอยกับมาตรการหรือโครงการกระตุ้นการใช้จ่าย จูงใจให้เกิดการเดินทางและท่องเที่ยว ดึงดูดชาวต่างชาติมาเที่ยวมาฉลองข้ามปีใหม่

แต่จากสำรวจถึงความต้องการของภาคเอกชน นักธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมกับสถานการณ์ในประเทศและต่างประเทศแตกต่างไปจากเดิมๆ ไปมาก โดยเฉพาะการเกิดอุทกภัยน้ำท่วมหนัก มาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ประเมินความเสียหายนับจากน้ำหลากไหลมาตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน จนถึงวันนี้ น่าจะเกิน 60,000 ล้านบาทแล้ว และยังไม่รู้ว่าจุดสุดท้ายของน้ำหลากจะไปสิ้นสุดที่จังหวัดใด !!!

“มติชน” ทำการสอบถามไปยังภาคเอกชนบางส่วน สะท้อนทั้งปัญหาและข้อเสนอที่สรุปได้ว่า จากนี้จะมองไกลและแก้ปัญหาระยะยาว ให้มากขึ้น ซึ่งข้อเสนอต่างๆ ได้ถูกนำไปบรรจุในสมุดปกขาวที่ภาคเอกชน เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ในเร็วๆ นี้

Advertisement

สวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หอการค้าไทย ระบุว่า หอการค้าส่วนกลาง ได้จัดทำสมุดปกขาว เพื่อนำข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องที่ต้องการฝากถึงอย่างเร่งด่วน คือ แผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วม หรือน้ำแล้งอีกในอนาคตที่จะซ้ำซากเหมือนอดีตถึงปัจจุบันที่ผ่านมา โดยใช้งบประมาณที่มีอยู่เพื่อทำแผนป้องกัน ไม่ใช่ใช้กับการเยียวยาหลังเกิดเหตุแล้วเป็นหลัก อาทิ จัดทำแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำให้ได้มากขึ้น ป้องกันทั้งน้ำที่จะท่วม และน้ำไม่เพียงพอในการใช้เพื่อการเกษตร รวมถึงระบบเตือนภัยที่เข้มแข็งด้วย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลอาจลงทุนในเรื่องพื้นฐานแบบนี้น้อยกว่าที่ควร เพราะหากเราป้องกันได้ก็ไม่ต้องเกิดการสูญเสีย และทำให้เศรษฐกิจไทยกลับคืนมาได้

สำหรับปี 2567 ถือเป็นปีที่ภาคอีสานถูกผลกระทบจากอุทกภัยสูงมาก ซึ่งมีปัญหาทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม ทำให้ผลกระทบซ้ำเติมแบบของเก่ายังไม่ทันคลายตัว ของใหม่เข้ามาอีกแล้ว รวมถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลในเรื่องการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มคนเปราะบางก่อนนั้น ขณะนี้เงินหมื่นที่เป็นการกระตุ้นระยะแรก กระแสหมดไปแล้ว แรงการจับจ่ายใช้สอยชะลอตัวลงไปแล้ว ทำให้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดไว้ อาจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดไว้ จึงอยากให้มีมาตรการที่เห็นผลจริงในการใช้จ่ายออกมา โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง และเราเที่ยวด้วยกัน

อีกเรื่องที่อยากฝากถึงรัฐบาล คือ การช่วยผ่อนคลายในเรื่องต้นทุน หรือการช่วยหาทางออกให้ โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ส่วนนี้ต้องประเมินให้ดีที่สุด ว่าการปรับขึ้น 400 บาทนี้จะเป็นการทำร้ายผู้ประกอบการ และตัวแรงงานด้วยหรือไม่ เพราะในภาพรวมหากธุรกิจถูกกระทบ เศรษฐกิจก็คงหนีไม่พ้นด้วยเช่นกัน จึงมองว่าอะไรที่เดินหน้าได้ ก็ถอยได้เหมือนกัน อยากให้รัฐบาลมุ่งโฟกัสเศรษฐกิจมากที่สุด หยุดสนใจเรื่องการเมืองไว้ก่อน โดยเฉพาะตอนนี้เข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แล้ว จึงอยากให้มีมาตรการกระตุ้นจับจ่ายใช้สอยออกมาแทนการเพิ่มต้นทุน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นมากกว่า

“จะคนละครึ่งหรือเราเที่ยวด้วยกัน จะเปลี่ยนชื่อโครงการไปเลยก็ได้ แต่ขอให้รูปแบบโครงการเป็นแบบนี้ หากจะปรับรายละเอียดก็ขอให้ไม่แตกต่างจากเดิม จะลดสัดส่วนการสนับสนุนจากรัฐบาลก็ได้ อาทิ รัฐจ่าย 40% ประชาชนจ่าย 60% ก็ได้ เพราะถือเป็นการดึงเงินออกจากกระเป๋าคนให้ใช้จ่ายมากขึ้นจากเดิม เพราะก่อนหน้านั้นแจกเงินหมื่นให้กลุ่มเปราะบาง จากที่ประเมินไม่ได้สะพัดเท่าที่ควร มีจำนวนไม่น้อยที่นำไปชำระหนี้ แม้ช่วยลดแรงกดดันในการถูกทวงหนี้ได้ แต่เม็ดเงินส่วนนี้ก็ไม่ได้กระจายไปในวงกว้างอย่างที่ควร” สวาท ระบุในตอนท้าย

ด้าน สมบัติ ชินสุขเสริม รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานหอการค้าภาคเหนือ กล่าวว่า หอการค้าภาคเหนือได้ทำข้อสรุปและแนวทางที่จะนำเสนอรัฐบาลและบรรจุในสมุดปกขาวที่หอการค้าไทยจะเสนอรัฐบาล ประเด็นหลักคือ 1.เพิ่มความร่วมมือภาครัฐและเอกชน และมี กกร.จังหวัด เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้การทำงานสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน 2.ทำแผนฟื้นฟูระยะสั้น กลาง และยาว ในระยะสั้นเน้นลดต้นทุนและสร้างรายได้ อาทิ ลดค่าเช่าพื้นที่ให้ธุรกิจ ยืดการชำระหนี้ หาสินเชื่อฟื้นฟูดอกเบี้ยต่ำ ออกมาตรการพักหนี้พักดอกเบี้ย อย่างต่ำ 1 ปี หาพื้นที่ทดแทนที่เสียหายจากน้ำท่วม เป็นต้น 3.จัดระเบียบชลประทาน โดยเฉพาะการจัดหาแอ่งเก็บน้ำและบริการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลที่กำลังเกิดขึ้น ไปวางแผนระบบให้ยั่งยืน ไม่เกิดการแล้งหรือท่วมซ้ำซ้อน

“มีโอกาสที่น้ำจะท่วมอีก เพราะโลกร้อน น้ำแข็งโลกละลาย จึงถึงเวลาต้องมาดูว่าจะป้องกันอย่างไร บางจังหวัดในภาคเหนือไม่มีแอ่งเก็บน้ำปริมาณมาก เมื่อแล้งก็เสียหาย ท่วมก็เสียหาย ยังมีปัญหาฝุ่นและฟื้นตัวเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวอีก ซึ่งอุทกภัยครั้งนี้ตั้งแต่ 22 กันยายน น่าจะเสียหายแล้ว 4 หมื่นล้าน รวมกับเชียงใหม่อีก 1 หมื่น ตอนนี้น่าจะเสียหายเกิน 6 หมื่นล้านบาทแล้ว หลังน้ำท่วมก็ยังต้องเจอการฟื้นฟูอีกหลายมิติ หลายเรื่องภาคเหนือตอนบนเคยเสนอไว้ ในเรื่องการลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และลดปัญหาซ้ำซากไม่ว่าจะแล้ง น้ำท่วม ที่สอดคล้องการลงทุนเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ในระยะยาว หรือ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่จะมาทุกปี เรื่องเหล่านี้ ถึงเวลาต้องรื้อ เร่งให้เกิดเป็นรูปธรรม ก่อนปี 2573 ที่มีการส่งสัญญาณเรื่องมวลน้ำทั่วโลกจะสูงสุด” นายสมบัติกล่าว

ขณะที่ ปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก เสริมว่า สมุดปกขาวที่จะนำเสนอถึงนายกรัฐมนตรี นั้น หอการค้าใหญ่จะมีการประชุมใหญ่กันอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งได้รวบรวมทุกปัญหาและความต้องการภาคเอกชน เรื่องหนึ่งที่ต้องเร่งคือป้องกันผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

สำหรับช่วงนี้ ในฝั่งของผู้ประกอบการสิ่งที่อยากให้รัฐบาลจัดการเป็นเรื่องความมีเสถียรภาพของค่าเงินบาท ไม่ปล่อยให้แข็งค่าหรืออ่อนค่ามากเกินไป เนื่องจากในปัจจุบันเราเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วมาก และอ่อนค่าลงเร็วมากเช่นกัน โดยมองว่าค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพควรอยู่ระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศอย่างเหมาะสม หากปล่อยให้แข็งค่าหรืออ่อนค่าสะวิงตัวรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา จะมีผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันระหว่างประเทศ รวมถึงเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวด้วย

ที่ผ่านมาเราเจอปัญหาเงินทุนต่างชาติไหลออกจากประเทศไทย ซึ่งถือเป็นผลกระทบเกี่ยวเนื่องทั้งอุตสาหกรรม และภาคบริการของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่ภาคการลงทุนเท่านั้น เพราะเกี่ยวเนื่องกับทั้งเรื่องดอกเบี้ย เรื่องค่าเงิน และความสามารถในการแข่งขันของไทย ที่ทำให้เงินทุนไหลออก ส่งผลต่อธุรกิจของไทยในเรื่องสภาพคล่อง โดยมองว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวจะต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ โดยเฉพาะหลักสูตรในด้านการศึกษา ต้องปรับปรุงให้ทันสมัยสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน เพราะเรื่องคุณภาพการศึกษายังถูกพูดถึงน้อยในการปรับแก้ไขให้ดีขึ้น

ขณะนี้เราเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่นแล้ว ทำให้รัฐบาลควรที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายให้เพิ่มมากขึ้น โดยโครงการที่เห็นผลมากที่สุดและใช้ได้ง่ายที่สุดคือโครงการคนละครึ่ง และเราเที่ยวด้วยกัน เนื่องจากสามารถได้ประโยชน์ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหารขนาดเล็ก และผู้ประกอบการโรงแรมทั้งขนาดกลาง และเล็ก ก็ได้อานิสงส์เชิงบวกไปด้วย เพราะหากสามารถกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีการจับจ่ายใช้สอยในระหว่างทางเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

การนำโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และคนละครึ่งกลับมาใช้ใหม่นั้น ไม่อยากให้รัฐบาลมองว่า เป็นโครงการของใครหรือฝ่ายใดมาก่อน แต่อยากให้มองว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์ ประชาชนในภาพรวมรู้จักดีแล้ว มีความเข้าใจตรงกันในการใช้จ่าย มีความคุ้นเคย และมีระบบที่รองรับพร้อมอยู่แล้ว เพราะเคยทำสำเร็จแล้วในหลายรอบที่ผ่านมา หากมีการเปลี่ยนรูปแบบโครงการหรือเงื่อนไขที่แตกต่างจากเดิม ก็ต้องมาทำความเข้าใจกับโครงการใหม่อีกครั้ง ส่งผลให้เกิดความล่าช้าออกไปอีก อาจไม่ทันช่วงไฮซีซั่น ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเกิดการใช้จ่ายในประเทศสูงที่สุดในรอบปี เพื่อเป็นแรงส่งไปยังปี 2568 ด้วย

ความเห็นข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งผ่านสมุดปกขาวภาคเอกชน สะท้อนถึงรัฐบาล “อิ๊งค์”