ภาคเอกชน หอไทย-จีน ตั้งกลไกประสานงาน ลงลึก 9 ด้าน ลดกังวลปมสินค้าจีน-ทุนเทา
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน ได้ร่วมกันจัดตั้ง “กลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย-จีนอย่างยั่งยืน” เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมรับมือต่อโอกาสและความท้าทาย ในยุคที่เศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลง โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายเสริมสร้างความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก การแก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศ ทั้งนั้น ในปัจจุบันรูปแบบการค้าสมัยใหม่ โดยเฉพาะอี-คอมเมิร์ซ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสองประเทศ จีนถือเป็นต้นแบบที่ดีที่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการผลิตและซัพพลายเชนในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการผลิตจนประสบความสำเร็จ และสามารถสร้างแพลตฟอร์มระดับโลก ที่สามารถเปิดตลาดการค้าของจีนได้ทั่วโลก ดังนั้น การเข้ามาลงทุนของจีนในในประเทศไทย นอกจากจะช่วยสร้างการจ้างงานและการเจริญเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยแล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญที่จีนจะช่วยให้ไทยสามารถยกระดับศักยภาพจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีน
นายสนั่นกล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม จากความกังวลที่กำลังเกิดขึ้นจากการค้าในไทยผ่านแพลตฟอร์มของต่างชาติ รวมถึงจีน ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้ามาดัมพ์ราคาขาย และการค้าที่เหลื่อมล้ำด้านภาษี นั้น ก็จะใช้ความร่วมมือนี้ไปการผ่อนคลายความกังวล หลายเรื่องเริ่มทำแล้วและหลายเรื่องต้องหารือต่อไป อาทิ 1.เรื่องสินค้านำเข้าต้องได้มาตรฐาน ซึ่งเรื่องนี้เอกชนขอให้หน่วยงานรัฐของไทยใช้กฎระเบียบที่มีอยู่ในการตรวจสอบดูแลและต้องผ่านเครื่องหมายที่ไทยมีก่อนวางจำหน่าย เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม มาตรฐานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น พร้อมขอให้รัฐบาลจีนสกัดสินค้าด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นทางก่อนส่งออก เรื่องนี้จะผลักดันผ่านความร่วมมือครั้งนี้ 2.สินค้าที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มของต่างชาติ ไม่ว่าจะเทมู ลาซาด้า เป็นต้น ในทางปฎิบัติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบเดียวกับผู้ค้าไทย ได้แก่ การเก็บภาษีที่เป็นธรรมทั้งการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) หรือ การค้าของต่างชาติที่ไม่ได้สำแดงบัญชี ซึ่งกฎหมายไทยที่ต้องแสดงงบบัญชีรายได้และหากได้กำไรจะเสียภาษีจากกำไร 20% ซึ่งส่วนนี้เราก็ใช้วิธีการเก็บภาษีเหมา หรือ การชำระเงินค่าสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งหลายแพลตฟอร์มต่างชาติไม่ได้อยู่ภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงธุรกิจต่างชาตินั้นๆ ต้องเข้ามาจดตั้งบริษัท ในไทย เรื่องนี้จะผลักดันให้เข้าระบบ
นายสนั่นกล่าวต่อว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะชวนเชิญเรื่องการลงทุนมาไทย ซึ่งตอนนี้แนวโน้มต่างชาติสนใจลงทุนในไทยดีขึ้น แต่ห่วงเรื่องพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่จะรองรับต้องพร้อมทั้งขนาดพื้นที่และการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ไม่ได้ขาดหรือท่วมหนัก ซึ่งหอการค้าไทยได้เสนอรัฐบาลให้บรรจุปราจีนบุรีเป็นอีกหนึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) ที่รัฐบาลผลักดัน
“ปัจจัยต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภาคเอกชน ได้ทำหนังสือขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นสมุดปกขาว ที่รวมรวมปัญหาและข้อเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งขอให้พิจารณาเรื่องลดต้นทุนภาคธุรกิจ ออกมาตรการเพิ่มเติมจากแจก 10,000 บาท ก่อนเข้าเทศกาลปีใหม่ เช่น มาตรการคูณสอง ที่รัฐสนับสนุนครึ่งหนึ่งและประชาชนออกครึ่งหนึ่ง ซึ่งในกลุ่มมีรายได้ก็พร้อมจะใช้จ่าย รวมถึงแผนระยะยาวบริหารจัดการน้ำ ที่จะเป็นปัญหาหลักในอนาคต พร้อมกับทำหนังสือขอเข้าพบผู้ว่าแบงก์ชาติ ขอหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ ต้นทุนภาคธุรกิจ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยเฉพาะเรื่องดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและเคลื่อนไหวในกรอบ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทบทวนอัตราดอกเบี้ย ” นายสนั่นกล่าว
นายสนั่น กล่าวถึงผลกระทบจากน้ำท่วมเชียงใหม่ในครั้งนี้ ว่า ถือเป็นวิกฤตขั้นสุดในรอบหลายสิบปี โดยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 2,960 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.02% ของจีดีพี หากน้ำท่วมไม่เกิน 7 วัน หากน้ำท่วมยืดเยื้อเกิน 15 วัน ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะพุ่งเป็น 4,232 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% จากประมาณการเดิม โดยประเมินจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรวมประมาณ 220,469 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร 77,164 ไร่ พื้นที่อื่นๆ 143,305 ไร่ ครอบคลุม 10 อำเภอในเชียงใหม่ ได้แก่ เชียงดาว แม่แตง แม่ริม เมืองเชียงใหม่ สารภี หางดง สันป่าตอง ดอยหล่อ จอมทอง และฮอด โดยอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เมื่อแยกภาคเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรเสียหายมากสุดรวม 1,846 ล้านบาท หรือสัดส่วน 62.4% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมาเป็นภาคบริการ เสียหาย 1,098 ล้านบาท และภาคอุตสาหกรรม เสียหาย 15 ล้านบาท ทั้งนี้หากรวมกับพื้นที่ท่วมอื่นๆ ตอนนี้น่าจะสร้างความเสียหายแล้ว 5-6 หมื่นล้านบาท
นายสนั่นกล่าวต่อว่า ส่วนผลกระทบต่อพื้นที่ท่องเที่ยว นั้น เนื่องจากเชียงใหม่กำลังเข้าช่วงไฮซีซั่น ภาพน้ำท่วมรุนแรงอาจกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งได้รับผลกระทบ เช่น บริเวณถนนท่าแพ เส้นทางการคมนาคมบางจุดถูกตัดขาดหรือมีความเสียหายอาจความยากลำบากในการเดินทาง คาดมีผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกังวลจนเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง ดังนั้นเมื่อน้ำลดกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ย่านการค้า แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ให้ทันก่อนเข้าไฮซีซั่น ซึ่งตอนนี้หอการค้าไทยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสินค้าราคาประหยัดไปจำหน่าย เพื่อช่วยลดภารค่าใช้จ่ายในพื้นที่ ร่วมกับหอการค้าในพื้นที่ และ ททท. ช่วยประชาสัมพันธ์และเร่งโปรโมตท่องเที่ยวภาคเหนือ ขณะเดียวกัน หอการค้าภาคเหนือ ได้เสนอแผนฟื้นฟู เยียวยา และแผนการจัดการน้ำ ผ่านหอการค้าไทย โดยในระยะสั้น ขอให้ตรวจสอบระบบน้ำประปาให้สามารถใช้งานได้ตามปกติและสำรองน้ำประปาให้เพียงพอต่อการฟื้นฟูหลังน้ำลด รวมทั้งให้ความเท่าเทียมในการช่วยเหลือเยียวยาในช่องทางเดียวให้เบ็ดเสร็จลดความซ้ำซ้อน ทำแผนและงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งการลดค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ปลอดอัตราดอกเบี้ยและปลอดระยะเวลาชำระ 1 ปี และการจัดสรรพื้นที่ทำกินใหม่ เป็นต้น รวมถึงวางแผนการบริหารจัดการกับปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในระยะยาว เพราะเริ่มเกิดขึ้นถี่และขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องใช้งบประมาณในการบรรเทาความเสียหายและเยียวยาประชาชนกว่าปีละแสนล้านบาท
“หอการค้าไทย จะเสนอผ่านสมุดปกขาว ให้รัฐบาลรื้อฟื้นแผนการวางระบบบริหารจัดการน้ำในอดีตที่รัฐบาลได้เคยนำเสนอไว้ และเร่งผลักดันโครงการที่สามารถดำเนินการได้ก่อนผ่านงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้กับภาคธุรกิจและประชาชนในพื้นที่ได้ทันท่วงที ส่วนในระยะกลาง-ยาว เสนอให้รัฐบาลจัดเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำให้เกิดการบูรณาการมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนา ปรับปรุง และซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดย่อมในแต่ละชุมชนให้เป็นแหล่งกักเก็บสำหรับภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในแต่ละพื้นที่อย่างทั่วถึงตลอดทั้งปีเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ” นายสนั่นกล่าว
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย คนที่หนึ่ง และตัวแทนประสานงานของกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย-จีนอย่างยั่งยืน ของทั้งสามองค์กร กล่าวว่า มีแผนดำเนินการ 9 ประการผ่านการจัดตั้งกลไกรร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่ 1.ทำแพลตฟอร์ม เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลเศรษฐกิจและการค้าที่น่าเชื่อถือ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจของสังคมไทยต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน 2.จัดการประชุมสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ 3.การส่งเสริมกิจกรรมพบปะและแลกเปลี่ยนระหว่างธุรกิจไทยและจีน ผ่านงานสัมมนาและโครงการสาธารณกุศล 4.ร่วมมือฝึกอบรมและการศึกษาเทคนิค เสริมสร้างทักษะด้านกฎหมาย วัฒนธรรม และแนวปฏิบัติทางธุรกิจของทั้งสองประเทศ 5.จัดงาน Supplies Matching และงานแสดงสินค้า เพื่อเพิ่มโอกาสร่วมมือในอุตสาหกรรม เช่น 5G อี-คอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์
6.ส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีสารสนเทศ 7.ให้บริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ สนับสนุนการทำธุรกิจระหว่างสองประเทศ 8.เสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชน เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จจากการทำงานร่วมกันระหว่างไทยและจีน 9.สนับสนุนให้ธุรกิจทั้งสองประเทศปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด เบื้องต้นจะเน้นให้ธุรกิจจีนที่จะมาค้าขายในไทยต้องทำตามกฎหมายและกฎระเบียบของไทย และหลังจัดตั้งความร่วมมือแล้ว จะใช้เวลา 2-3 เดือนและมีทีมงานเฉพาะด้านเพื่อลงในรายละเอียดก่อนจะมีการแถลงแผนปฏิบัติอีกครั้งต้นปี 2568
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า หอการค้าไทย-จีน สนับสนุนการจัดตั้ง “กลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย-จีนอย่างยั่งยืน” ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้งและรอบด้านของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนของสองประเทศ เป็นสัญลักษณ์ของการกระชับความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น โดยในปี 2568 จะครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะมีความร่วมมือกันหลายเรื่อง ทั้งนี้ หากให้สบายใจ ความร่วมมือครั้งนี้ ต้องการให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นและเพื่อให้ทุกฝ่ายคลายกังวล ถ้าเจอปัญหาจะแก้ไขกันอย่างไร ไม่อยากให้มองมุมใดมุมหนึ่ง อย่างส่งออกนำเข้า2ฝ่ายมีมูลค่ารวม 6.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ บวก 3.6% สินค้าหลักที่ไทยนำเข้าคือวัตถุดิบเพื่อผลิตและทุน ส่วนสินค้าสำเร็จรูปเพียง 18% ขณะที่เกิน 50% ไทยส่งไปจีนจะเป็นกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป เรื่องการลงทุนและความกังวลสินค้าด้อยคุณภาพนำเข้าและดัมพ์ราคาจากจีน ก็อยากให้เข้าใจไม่ใช่ทั้งหมดหรือทุนเทานั้นไม่ได้มีแค่จีน หลายประเทศก็ทำ เรื่องนี้ก็ต้องทำความเข้าใจและให้ถูกต้อง เพราะอย่างไรยังต้องค้าขายระหว่างกัน



