หลังจากกระทรวงคมนาคมประกาศเริ่มใช้ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ชื่อเสียงของรถไฟฟ้าสายสีแดงก็ได้รับความนิยมพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวจนมาถึงปี 2567 ทั้งด้านคุณภาพและราคาที่คุ้มค่า ถือว่าประสบความสำเร็จที่เกินความคาดหมาย
โดย นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ รฟฟท. ให้ข้อมูลว่า ความคืบหน้าการจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง ตามนโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ตามที่กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินมาตรการตามนโยบายค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ทั้งรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ขณะนี้ใกล้จะครบระยะเวลา 1 ปี แล้ว โดยจากการศึกษาพบว่ามีตัวเลขผู้โดยสารเพิ่มขึ้นประมาณถึง 50% ซึ่งสูงกว่าประมาณการที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ที่คาดว่าจะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น จากมาตรการ 20 บาทตลอดสาย 10-15% หรือสูงสุด ประมาณ 20% ถือว่าเกินความคาดหมายและประสบความสำเร็จอย่างมาก

เนื่องจากรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง 20 บาทตลอดสายได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด และมีผู้เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ทาง รฟฟท.ได้ข้อมูลสรุปผลการดำเนินงานรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในรอบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2566 ที่เริ่มใช้นโยบาย 20 ตลอดสาย เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 เพื่อเสนอต่อกระทรวงคมนาคม และต่อเนื่องไปยังที่ประชุม ครม.ในการต่อขยายระยะเวลาออกไป
ประเมินว่าปี 2568 จะมีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 40,000 คนต่อวัน ซึ่งจะเติบโตอีกประมาณ 10-20% เมื่อเทียบกับปีนี้ที่มีผู้โดยสารเฉลี่ย 30,000 คนต่อวัน
นายสุเทพระบุว่า ถึงแม้ว่ามาตรการ 20 บาทตลอดสายจะเป็นการลดรายได้หายไปราว 10 บาท เนื่องจากก่อนที่เริ่มมาตรการปรับค่าโดยสาร 20 บาททุกสายตามนโยบายรัฐบาลนั้น อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงจะอยู่ที่ 30 บาท แต่ถือว่าไม่ได้มองว่าเป็นการขาดทุน เพราะหลังจากที่ใช้มาตรการ 20 บาทตลอดสาย ผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้นประมาณ 50% ทำให้รายได้กลับเข้ามาเท่ากับค่าเฉลี่ยค่าโดยสาร 30 บาทต่อคน ถือว่าเป็นที่น่าพอใจพอสมควร
ถ่ายทอดความรู้รถไฟฟ้า เชื่อมความร่วมมือ2ประเทศ
เพื่อเป็นการสานต่อการพัฒนาการดำเนินงานระบบรถไฟฟ้าชานเมืองของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ รฟฟท. หนึ่งในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงคมนาคมที่เป็นผู้ดูแลกิจการรถไฟฟ้าต่างๆ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อาทิ รถไฟสายสีแดง จึงถือโอกาสบินลัดฟ้าเดินทางไปยังนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา
เป้าหมายลงพื้นที่ศึกษาดูงานระบบขนส่งทางรางของประเทศเวียดนาม ที่ บริษัทโฮจิมินห์ซิตี้ เออเบินเรลเวย์ หมายเลข 1 จำกัด (HO CHI MINH CITY URBAN RAILWAYS NO.1 COMPANY LIMITED) หรือโฮจิมินห์ เมโทร (HURC1) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการระบบรถไฟฟ้าของนครโฮจิมินห์ เพื่อนำความรู้และแนวทางมาปรับใช้และต่อยอดกับระบบขนส่งทางรางในไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอนาคต
นอกจากนี้ อีกวัตถุประสงค์หลักของการเดินทางมายังประเทศเวียดนาม คือ การลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่าง รฟฟท. และบริษัท โฮจิมินห์ซิตี้ เออเบินเรลเวย์ หมายเลข 1 จำกัด (HO CHI MINH CITY URBAN RAILWAYS NO.1 COMPANY LIMITED) เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศในเขตอาเซียน ในการแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะต่างๆ เสริมสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้า

พร้อมกับแสดงเจตนารมณ์ในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และทักษะต่างๆ รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเดินรถไฟฟ้า ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาระบบขนส่งทางรางอย่างยั่งยืน
บรรยากาศโดยรวมภายในพิธีเป็นการลงนามร่วมกันระหว่าง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ รฟฟท. กับ บริษัท โฮจิมินห์ซิตี้ เออเบินเรลเวย์ หมายเลข 1 (HO CHI MINH CITY URBAN RAILWAYS NO.1) นำโดย นายสุเทพ และนายเลอ มินห์ ตรีเอต (Le Minh Triet) ประธานคณะกรรมการ และกรรมการ บริษัท โฮจิมินห์ซิตี้ เออเบินเรลเวย์ หมายเลข 1 จำกัด (HO CHI MINH CITY URBAN RAILWAYS NO.1 COMPANY LIMITED) เป็นไปอย่างชื่นมื่น
นายสุเทพระบุว่า การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่ทั้ง 2 หน่วยงาน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะด้านการดำเนินงานและการซ่อมบำรุง รวมถึงแลกเปลี่ยนแนวคิดในด้านการเดินรถไฟฟ้า ด้านการสื่อสาร และการตลาด ด้านธุรกิจเชิงพาณิชย์ รวมถึงด้านความต้องการของผู้ใช้บริการ
ช่วงที่ผ่านมาทางทีมผู้บริหารและคณะจาก โฮจิมินห์ เมโทร ได้มีโอกาสเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อมาดูงานและศึกษาการบริหารจัดการ และเดินรถเบื้องต้นของ รฟฟท.ที่ประเทศไทยแล้ว จึงเป็นที่มาของการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ และทางบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง พร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ดำเนินงานในด้านต่างๆ จากประสบการณ์มากกว่า 14 ปี ที่บริษัทได้ดำเนินกิจการในฐานะผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า

เริ่มจากการบริหารโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกรุงเทพมหานคร หรือรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จนมาถึงการบริหารการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงของประเทศไทย ให้กับผู้บริหารระบบรถไฟฟ้าของประเทศเวียดนาม รวมถึงพร้อมที่จะเปิดรับและเรียนรู้จากประสบการณ์ของทางฝั่งเวียดนามเช่นกัน
นายสุเทพระบุอีกว่า ปัจจุบัน โฮจิมินห์ เมโทร อยู่ระหว่างการทดลองเดินรถไฟฟ้า ยังไม่เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ บริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การลงนามดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการเดินรถไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม และมีความพร้อมที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในอนาคต
โดยการดำเนินงานหลังจากที่มีการลงนามครั้งนี้ ทาง โฮจิมินห์ เมโทร จะส่งบุคลากรเข้ามาเรียนรู้ และฝึกงานกับทาง รฟฟท. ที่ประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งทางรางทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม อันจะส่งผลช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับประชาชน และเสริมสร้างศักยภาพการคมนาคมได้อย่างยั่งยืน
รถไฟฟ้าสายแรกนครโฮจิมินห์
ในการเดินทางมานครโฮจิมินห์ครั้งนี้ นายสุเทพ และคณะ รฟฟท. ได้มีโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมชมสถานี โอเปร่า เฮาส์ ซึ่งเป็น 1 ในสถานีหลักของรถไฟฟ้านครโฮจิมินห์
โดย โฮจิมินห์ เมโทร ประเทศเวียดนาม ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศเวียดนามฝั่งใต้ ณ นครโฮจิมินห์ ในปี 2557 ระยะทางรวม 19.7 กิโลเมตร เส้นทางผ่าใจกลางเมืองโฮจิมินห์ มีสถานีทั้งหมด 14 สถานี
เริ่มจากสถานี หรือตลาดเบนถั๋น (BEN THANH) ตลาดที่เป็นจุดศูนย์รวมของนักท่องเที่ยว ไปจนถึงสิ้นสุดที่สถานีสวนสนุกซุยเทียน (SOUI TIEN TERMINAL) ทางทิศตะวันออกของเมือง
ผ่านสถานที่สำคัญ ได้แก่ โรงอุปรากรไซ่ง่อน (Saigon Opera House) ศูนย์การค้าวินคอม เมกา มอลล์, นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาอีกหลายแห่ง และสถานีขนส่งเมียนดง (ตะวันออก)
โดยรายละเอียดสถานีรถไฟฟ้าเวียดนาม ประกอบด้วย สถานีที่อยู่บนดิน 11 สถานี และเป็นสถานีที่อยู่ใต้ดิน 3 สถานี ใช้เวลาเดินรถทั้งหมดจากสถานีต้นทางไปยังปลายทางรวม 29 นาที
การก่อสร้างใช้รางขนาด 1.435 เมตร ขบวนรถไฟฟ้าผลิตโดยโรงงานฮิตาชิ ประเทศญี่ปุ่น สั่งซื้อจำนวน 17 ขบวน ความยาว 19.5 เมตร วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 80-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บรรทุกผู้โดยสารได้ 930 คนต่อคัน มีที่นั่งทั้งหมด 147 ที่นั่ง
แหล่งที่มาเงินทุนของโครงการ มาจากความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) จากรัฐบาลญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปี 2566 และลงเงินไปแล้วประมาณ 200,000 ล้านเยน (ราว 47,000 ล้านบาท)
เดิมจะมีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2553 แต่ด้วยการดำเนินงานที่ล่าช้าออกไป รวมถึงจากสถานการณ์โควิด-19 และต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น ทำให้รถไฟฟ้านครโฮจิมินห์ต้องเลื่อนการให้บริการเชิงพาณิชย์ออกไป จนมาถึงปี 2567 สำนักข่าวท้องถิ่น ระบุว่า หลังจากทาง โฮจิมินห์ เมโทร ประกาศเลื่อนแผนเปิดออกไปเรื่อยๆ นั้น ขณะนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดได้อย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2567
ด้าน นายเลอ มินห์ ตรีเอต ระบุ รถไฟฟ้าสายแรกของนครโฮจิมินห์ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2567 นี้ จะช่วยยกระดับการเดินทางของคนนครโฮจิมินห์ และบรรเทาการจราจรที่ติดขัด
ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองการเดินรถ และการเตรียมการให้บริการในด้านต่างๆ ซึ่งการลงนามความร่วมมือกับ รฟฟท.ในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการบริหารจัดการการเดินรถได้ อัตราค่าโดยสารอยู่ระหว่างการพิจารณา คาดที่ประมาณ 14-35 บาท (8,000-25,000 ดอง)
โดยปัจจุบัน เวียดนามมีรถไฟฟ้าให้บริการแล้ว 1 เส้นทาง ในกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม
ด้าน นายสุเทพ ขยายภาพการลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ ว่า เหตุผลที่ทาง โฮจิมินห์ เมโทร เลือกต่อยอดแนวทางการพัฒนาระบบรถไฟฟ้า ร่วมกับ รฟฟท. ประเทศไทยเนื่องจากมีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันในหลายๆเรื่อง อาทิ ทุนที่ใช้ในการก่อสร้างรถไฟฟ้าก็เป็นทุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) เหมือนกัน รถไฟฟ้าที่ใช้เดินรถเป็นของบริษัท ฮิตาชิเหมือนกัน ซึ่งส่วนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลให้ทาง โฮจิมินห์ เมโทร เลือกมาศึกษาดูงานกับทาง รฟฟท.
นอกจากนั้น รฟฟท.และโฮจิมินห์ เมโทร ต่างเป็นองค์กรของรัฐ หรือที่เรียกว่า รัฐวิสาหกิจ เช่นเดียวกัน และทางโฮจิมินห์ เมโทร มีแนวคิดที่จะเดินรถ และซ่อมบำรุงด้วยตัวเองเช่นเดียวกับ รฟฟท. สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทาง รฟฟท. มีประสบการณ์และสามารถถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ให้กับทาง โฮจิมินห์ เมโทร ได้
ตลอดเวลา 10 กว่าปี นับตั้งแต่มีการสร้างรถไฟฟ้าโฮจิมินห์มา เจออุปสรรคหลายด่านกว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ ทั้งปัญหาพบความบกพร่องทางการก่อสร้างโดยเคยพบแผ่นอิเล็กโทรดที่ผิดพลาด 4 แผ่นและเป็นความผิดผลาดในเชิงระบบ เมื่อปี 2564 ไปจนถึง ปัญหาความล่าช้าในขั้นตอนการบริหารจากการก่อสร้างที่ยาวนาน จึงต้องจ่ายค่าจ้างคนงานและค่าวัสดุมากขึ้น ทำให้ต้นทุนของโครงการเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากแผนเดิม
จนมาถึงปี 2567 โฮจิมินห์ เมโทร สามารถก้าวผ่านหลายปัญหา จนสามารถเคาะวันเปิดให้บริการรถไฟฟ้าในนครโฮจิมินห์ ในเดือนธันวาคม 2567

รถไฟฟ้าเวียดนามเหนือกรุงฮานอย
ปัจจุบัน รถไฟฟ้าของประเทศเวียดนาม มีเปิดให้บริการที่เมืองหลวงเวียดนามฝั่งทางตอนเหนือ ณ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 หลังจากที่ใช้เวลาก่อสร้างล่าช้ามานานกว่า 9 ปี
เป็นรถไฟฟ้าสายที่ 2 จากสถานีฮานอยไปสถานีญอน (Nhon) โดยรถไฟฟ้าสายที่ 2 กรุงฮานอยนี้ ครอบคลุมระยะทาง 12.5 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยทางยกระดับ 8 สถานี และสถานีรถไฟใต้ดิน 4 สถานี แต่มีแค่ทางยกระดับจากสถานีญอน ไปยังสถานีเกิวเกียง (Cau Giay) เป็นระยะทาง 8.5 กิโลเมตร ขณะที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน จากสถานีเกิวเกียงสู่สถานีฮานอย รวมระยะทาง 4 กิโลเมตร มีกำหนดสร้างเสร็จสิ้นภายในปี 2570
โดยรถไฟฟ้าสายที่ 2 กรุงฮานอย มีทั้งหมด 10 ขบวน ใน 1 ขบวนมี 4 ตู้รถไฟ และสามารถจุผู้โดยสารได้ 236 คนต่อขบวน แต่ละขบวนมีความเร็วสูงสุดที่ระดับ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สำนักข่าวนิกเคอิเอเชีย ระบุ วันแรกที่รถไฟฟ้าสายนี้เปิดบริการนั้น มีประชาชนชาวเวียดนามเข้ามาต่อแถวตั้งแต่เช้าเพื่อรอรถไฟเที่ยวแรกล้นหลาม มีผู้โดยสารรายหนึ่งจะเดินทางไปทำงานใกล้กับสถานีญอน (Nhon) ให้ข้อมูลว่า การใช้รถไฟฟ้าทำให้การเดินทางมีความสะดวกสบาย และไม่ต้องเจอกับการจราจรที่แออัด
สำหรับค่าโดยสารสถานีเริ่มต้นที่ 8,000 ดอง หรือประมาณ 11 บาท และราคาตั๋วรถไฟฟ้าเหมา 1 วัน อยู่ที่ 24,000 ดอง (ราว 33 บาท) สำหรับตั๋วรายเดือนมีราคาอยู่ที่ 200,000 ดองต่อเดือน (ประมาณ 280 บาทต่อเดือน)
ขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ผู้พิการ และคนที่จัดอยู่ในกลุ่มบุคคลสำคัญบางกลุ่ม สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้ฟรี โดยลักษณะตั๋วของรถไฟฟ้าเวียดนามเป็นเหรียญเหมือนกับรถไฟฟ้าใต้ดินของประเทศไทย โดยผู้โดยสารจะต้องแตะเหรียญสแกนก่อนเข้าใช้บริการ และหยอดเหรียญก่อนออกจากสถานี และตั๋วเหรียญโดยสารมีอายุการใช้งาน 20 นาที หลังจากซื้อตั๋ว ดังนั้นผู้โดยสารจึงต้องไปอัพเดตตั๋วหากไม่ได้ใช้ตั๋วดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด
แผนต่อไป ทางรัฐบาลฮานอยมีแผนสร้างทางรถไฟฟ้า 8 สาย ภายในปี 2573 และคาดว่างบประมาณลงทุนทั้งหมดอาจอยู่ที่ 35 ล้านล้านดอง (ราว 50,000 ล้านบาท) เงินทุนส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนมาจากฝรั่งเศส “อัลสตอม” (Alstom) บริษัทผลิตระบบรถไฟข้ามชาติสัญชาติฝรั่งเศสและประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือเช่นกัน
ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ไทยและเวียดนาม ร่วมผนึกกำลังแลกเปลี่ยนความรู้ด้านระบบราง เพื่อพัฒนารถไฟฟ้าให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น…เพื่อประชาชน 2 ประเทศ
บีม คณะโจทย์

