พิษเศรษฐกิจ หนี้เรื้อรัง ธุรกิจเอสเอ็มอีคนชั้นกลาง แห่ขายบ้าน ที่ดิน ชำระหนี้
นายปรีชา ศุภปิติพร นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์บ้านมือสองที่เข้าสู่ตลาดมี 2 ประเภท คือ เจ้าของขายเองกับถูกบังคับให้ขายเพราะเป็นหนี้เสีย ซึ่งมีเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีหลังโควิด เนื่องจากหมดมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้เป็นหนี้เสียถูกบังคับให้ขายชำระหนี้มากขึ้น
โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีปัญหา เริ่มนำที่ดินมาฝากขายมากขึ้น ส่วนคนมีรายได้ระดับปานกลาง เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็เริ่มเป็นหนี้เสีย จะนำบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียมมาฝากขายมากขึ้นเช่นกัน ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล
นายปรีชากล่าวว่า ทั้งนี้ทรัพย์มือสองเริ่มเป็นที่สนใจของบริษัทรับซื้อหนี้ ทำให้เกิดการแข่งขันและซื้อหนี้แพงขึ้น โดยเฉพาะบ้านต่ำ 5 ล้านบาทที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเพราะอยู่ในทำเลที่ดี ขณะที่ราคาขายไม่สูงมาก สมเหตุสมผลกับภาวะเศรษฐกิจ จึงทำให้บ้านมือสองมีการซื้อขายเปลี่ยนมือคล่องกว่าบ้านมือหนึ่งที่กู้ไม่ผ่านสูง
แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ ทำให้ตลาดเริ่มชะลอตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก การเมืองไม่เสถียร นโยบายเศรษฐกิจเดินได้ไม่เต็มที่ แต่หวังว่าเมื่อรัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน น่าจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น คนมีรายได้เพิ่มขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง สิ้นในไตรมาส2/2567 มีจำนวนที่ประกาศทั่วประเทศ จำนวน 140,725 หน่วย มูลค่า 718,436 ล้านบาท เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลให้มีบ้านมือสอง ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถในการผ่อน โดยเฉพาะบ้านราคาถูกที่มีออกมาค่อนข้างมาก ส่วนบ้านมือสองราคาแพงก็มากขึ้นด้วยในส่วนของคอนโดที่มีการซื้อไว้ปล่อยเช่า เมื่อไม่มีผู้เช่าก็นำออกมาขาย
ประเภทของที่อยู่อาศัยที่มีการประกาศขายมากที่สุดใน 3 ประเภทแรก ได้แก่
1.บ้านเดี่ยว จำนวน 55,754 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39.6 และมีมูลค่า 373,917 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52.0 ของที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั้งหมด
2.ทาวน์เฮ้าส์ จำนวน 41,384 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.4 มูลค่า 105,191 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.6 ของที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั้งหมด
3.ห้องชุด จำนวน 35,963 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.6 มูลค่า 201,887 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.1 ของที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั้งหมด
สำหรับอาคารพาณิชย์ และ บ้านแฝด เป็นประเภทที่มีสัดส่วนจำนวนหน่วยและมูลค่าประกาศขายน้อยที่สุด โดยอาคารพาณิชย์มีจำนวนเพียง 5,326 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.8 มีมูลค่า 30,635 ล้านบาท เป็นสัดส่วนร้อยละ 4.3 ในขณะที่บ้านแฝดมีจำนวนเพียง 2,298 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.6 มีมูลค่า 6,805 คิดเป็นสัดส่วน
ร้อยละ 0.9
โดยกรุงเทพฯ มีจำนวนประกาศขายสูงสุด 42,377 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30.1 มีมูลค่า386,191 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53.8 ส่วนใหญ่ประกาศขายในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท

