หน้าแรก เศรษฐกิจ กางแผนเยียวยา...

กางแผนเยียวยา-สกัดท่วม เซฟโรงงาน-เศรษฐกิจไทย

14.10.24 | 10:27 น.
กางแผนเยียวยา-สกัดท่วม เซฟโรงงาน-เศรษฐกิจไทย
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์, ณัฐพล รังสิตพล

สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นที่มีความรุนแรง ก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชนจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เห็นชอบการทบทวนหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไขฯ ที่ ครม. เห็นชอบ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับสถานการณ์ที่อุทกภัยได้ส่งผลรุนแรงกับประชาชน

หลักเกณฑ์ เงื่อนไขฯ ที่ได้รับการอนุมัติทบทวนครั้งนี้จะจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ทั้งกรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังติดต่อกัน เกินกว่า 7 วัน ให้ได้รับเงินช่วยเหลืออัตราเดียว ครัวเรือนละ 9,000 บาท ส่วนผู้ประสบภัยที่ได้รับเงินช่วยเหลือตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 กันยายนแล้ว ให้จ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้ครบ 9,000 บาทต่อไป

ขอบเขตพื้นที่ให้การช่วยเหลือ 57 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นนทบุรี นครนายก นครปฐม นครพนม นครสวรรค์ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช น่าน บึงกาฬ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พังงา พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มหาสารคาม มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยะลา ระยอง ราชบุรี ร้อยเอ็ด ลำปาง ลำพูน เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สระแก้ว สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย หนองบัวลำภู อ่างทอง อุทัยธานี อุดรธานี อุตรดิตถ์ และจังหวัดอุบลราชธานี ครอบคลุมครัวเรือนผู้ประสบภัย จำนวน 338,391 ครัวเรือน

จากผลกระทบดังกล่าว ยังลุกลามไปยังภาคเกษตร ภาคธุรกิจ ภาคท่องเที่ยว ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยปี 2567 ที่ยังชะลอตัว

Advertisement

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งออกมาตรการดูแล เยียวยา โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม

โดย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการเร่งฟื้นฟูผู้ประกอบการโรงงานในพื้นที่น้ำท่วม มอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ดำเนินการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงประกอบการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีโรงงานจำพวกที่ 2 และจำพวกที่ 3 และจากข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมใน 57 จังหวัด

คาดการณ์ว่าโรงงานจำพวกที่ 2 และจำพวกที่ 3 ที่จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี จำนวน 35,108 โรงงาน มูลค่ากว่า 176 ล้านบาท

โดย กรอ. ได้จัดทำประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง การช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการโรงงาน กรณีโรงงานได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติน้ำท่วม พ.ศ.2567 ผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 สามารถแจ้งข้อมูล ตามแบบแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานและความเสียหายที่โรงงานได้รับจากภัยธรรมชาติน้ำท่วม พ.ศ.2567 โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

1.โรงงานที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติน้ำท่วมนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 สามารถแจ้งข้อมูลตั้งแต่บัดนี้-31 ตุลาคม 2567
2.ดาวน์โหลดแบบแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานและความเสียหายที่โรงงานได้รับจากภัยธรรมชาติน้ำท่วม พ.ศ.2567 ได้ที่ https://www.diw.go.th/webdiw/25092567-01/
3.กรอกแบบแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานและความเสียหายที่โรงงานได้รับจากภัยธรรมชาติน้ำท่วม พ.ศ.2567
4.กำลังแรงม้าเครื่องจักร/จำนวนคนงาน ต้องกรอกให้ตรงกับ ร.ง.2 หรือ ร.ง.4
5.แนบสำเนา ร.ง.2 หรือ ร.ง.4 พร้อมแนบภาพถ่าย/ข้อมูลความเสียหาย (ถ้ามี)
6.ยื่นเอกสารด้วยตนเอง ณ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่โรงงานตั้งอยู่

โดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่เจ้าของกิจการโรงงาน เป็นหนึ่งในมาตรการให้ความช่วยเหลือ ในการฟื้นฟูกิจการภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย เพื่อให้สามารถพลิกฟื้นจนก้าวเดินต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากวันที่ 31 ตุลาคม 2567 กรอ.จะรวบรวมข้อมูลความเสียหายและตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่ผู้ประกอบการที่มีรายชื่อได้รับการยกเว้น สำหรับผู้ประกอบการที่ชำระค่าธรรมเนียมรายปีในปี 2567 แล้ว จะได้รับการยกเว้นในปี 2568

ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจอย่างนิคมอุตสาหกรรม รัฐมนตรีนายเอกนัฏ ได้สั่งการให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เฝ้าระวังและป้องกันอุทกภัยอย่างเต็มที่ เพื่อดูแล 68 นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ให้รอดพ้นอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรม

ล่าสุด ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เรียกประชุมติดตามและรับมือสถานการณ์อุทกภัยต่อภาคอุตสาหกรรม

โดยที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์ผลกระทบจากอุทกภัย พบว่า ล่าสุด มีโรงงานที่ได้รับผลกระทบใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด นครพนม นครสวรรค์ น่าน บึงกาฬ พะเยา พิจิตร เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ลำปาง เลย สตูล สุโขทัย หนองคาย และอุดรธานี

สถานประกอบการได้รับผลกระทบ 138 แห่ง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 36 ล้านบาท และทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ที่ได้ผลกระทบจากอุทกภัย ได้แก่ สอจ.น่าน สอจ.เชียงราย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เชียงใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคเหนือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)

โดยที่ประชุมยังพิจารณาข้อมูลจาก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ที่มีการรายงานสถานการณ์มวลน้ำเหนือไหลลงมาสมทบกับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนระหว่างวันที่ 13-24 ตุลาคม 2567 ทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อีกทั้งพิจารณาข้อมูลจากการพยากรณ์อากาศ 7 วันล่วงหน้า ที่คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักทางภาคใต้ ซึ่งต้องเฝ้าระวังและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อไป

ปลัดณัฐพล ระบุว่า ด้วยสถานการณ์อุทกภัยและรายงานสถานการณ์น้ำของ สทนช. ขอให้ทาง สอจ. กำชับแจ้งเตือนสถานประกอบการให้ปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันอุทกภัยในโรงงานอุตสาหกรรม ตามแผนป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติกรณีเกิดอุทกภัยเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นของ กรอ. เพื่อป้องกัน หรือบรรเทาความรุนแรง และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน อาคารโรงงาน เครื่องจักร อุปกรณ์ และระบบไฟฟ้า

“ได้ขอให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่ตรวจติดตามนิคมอุตสาหกรรม และเขตประกอบการที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ สอจ.ที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่ประสบอุทกภัยร่วมแรงร่วมใจเข้าไปช่วยเหลือประชาชนและหน่วยงานของ อก. ที่เกิดน้ำท่วม เพื่อบรรเทาเหตุและฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับเข้าสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด” ปลัดณัฐพลทิ้งท้าย