สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านและอิสราเอล หากขยายวงกว้าง ปิดช่องแคบฮอร์มุซเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก อาจนำไปสู่เงื่อนตาย ผลักดันวิกฤตราคาน้ำมันระลอกใหม่ นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันจะพุ่งเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ขณะที่การสู้รบ ด้านรัสเซียกับยูเครนก็ยังปะทุหลังเริ่มสงครามตั้งแต่ปี 2565 จนทำสถิติราคาน้ำมันพุ่งทะลเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลมาแล้ว
ครั้งนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถังแตก อุดหนุนราคาดีเซลจนฐานะติดลบกว่า 1.3 แสนล้านบาท รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังต้องเข้าค้ำประกันสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ในการกู้ยืมสถาบันการเงินมาเติมสภาพคล่องให้กองทุน
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีเงินไหลเข้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงต่ำกว่า 82 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากระดับ 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 32-33 บาท/เหรียญสหรัฐ ทำให้ต้นเดือนตุลาคม 2567 กองทุนน้ำมันฯ มีสภาพคล่องเป็นบวก มีเงินไหลเข้า 9,266 ล้านบาทต่อเดือน
แยกเป็น กลุ่มเบนซินเงินไหลเข้า 4,595 ล้านบาทต่อเดือน กลุ่มดีเซลเงินไหลเข้า 4,487 ล้านบาทต่อเดือน ก๊าซ LPG เงินไหลเข้า 184 ล้านบาทต่อเดือน และ ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2567 ฐานะกองทุนน้ำมันฯติดลบเหลือ 96,816 ล้านบาท
ขณะนี้กองทุนน้ำมันฯ ยังคงตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 33 บาท/ลิตร มาตรการนี้จะหมดอายุ 31 ตุลาคม 2567 คาดว่ารัฐบาลจะพยุงราคาต่อ จากสงครามตะวันออกกลางที่อาจบานปลาย
เพราะเพียงสัปดาห์แรกของสงครามอิหร่าน-อิสราเอล (1-7 ตุลาคม 2567) น้ำมันดิบดูไบพุ่ง 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว จาก 73.20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็น 78.92 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
สถานการณ์กองทุนน้ำมันฯ จึงไม่น่าวางใจ หากสงครามขยายวง เกิดวิกฤตราคาน้ำมัน ฐานะกองทุนน้ำมันฯ อาจบักโกรกซ้ำรอยปี 2565 ติดลบทะลุแสนล้านอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีเครื่องมือภาษีสรรพสามิตจากกระทรวงการคลัง ขณะที่กระทรวงพลังงานกำลังเร่งกฎหมายใหม่มาเสริมบทบาทกองทุนน้ำมันฯ นอกจากนี้ สกนช.เองยังอยู่ระหว่างสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่
แต่ละปัจจัยล้วนต้องจับตา!!
ปิยะวรรณ ผลเจริญ

