หน้าแรก เศรษฐกิจ วันแบงค็อก-ดุ...

วันแบงค็อก-ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค จุดพลุ ‘พระราม 4’ แลนด์มาร์กโลก

17.10.24 | 13:30 น.

เรียกว่าสะกดทุกสายตากับการสร้างปรากฏการณ์ของสองตระกูลใหญ่แถวหน้าของเมืองไทย ได้ทุ่มเม็ดเงินกว่า 1.6 แสนล้านบาท เนรมิตสองอภิมหามิกซ์ยูส “วัน แบงค็อก” และ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” พลิกโฉมถนนพระรามที่ 4 ทำเลใจกลางกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางธุรกิจและแลนด์มาร์กระดับโลก ล่าสุดดันราคาซื้อขายที่ดินถนนพระรามที่ 4 ทะยานแตะ 3 ล้านบาทต่อตารางวาไปแล้ว 

ปัจจุบันทั้งสองโครงการกำลังนับถอยหลังเบิกฤกษ์เปิดอย่างเป็นทางการ หลังโหมการก่อสร้างมาหลายปี โดย “วัน แบงค็อก” ใช้เงินลงทุนกว่า 1.2 แสนล้านบาพัฒนาที่ดิน 108 ไร่ เป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โดยบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้แนวคิด The Heart of Bangkok : เมืองกลางใจ ที่ใช้ใจสร้าง 

ล่าสุด “ปณต สิริวัฒนภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ประกาศ “วัน แบงค็อก” พร้อมแล้วที่จะปรากฏสู่สายตาสาธารณชนทั่วโลกในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ โดยเตรียมผนึกกำลังร่วมกับคู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมโชว์พิเศษโดย Auditoire หนึ่งในทีมจัดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปารีส 2024 และอีเวนต์ระดับโลกมากมาย ที่จะมารังสรรค์ไฮไลต์โชว์ หนึ่งเดียวในโลกเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

โดยวันนั้นพร้อมเปิดบริการพื้นที่รีเทล 3 เดสติเนชั่น มีพื้นที่เช่ารวมกว่า 190,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด The Rhythmic Experience โดยวันที่ 25 ตุลาคมนี้ เปิดบริการ Parade และ The Storeys ส่วน POST 1928 เปิดให้บริการในเฟสถัดไป

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายนเปิดบริการโรงแรม ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โรงแรมหรูระดับ 6 ดาวแห่งแรกบนถนนพระรามที่ 4 และ โรงแรมแอนดาซ วัน แบงค็อก โรงแรมแบรนด์แอนดาซแห่งแรกในกรุงเทพฯ เปิดในปี 2568 และเฟรเซอร์ สวีทส์ กรุงเทพฯ คาดเปิดในปี 2569 

Advertisement

ขณะที่อาคารสำนักงานเฟสแรกมีบริษัทยักษ์ใหญ่มาเช่าพื้นที่แล้วเช่นกัน ประกอบด้วย ทาวเวอร์ 3 มีจองพื้นที่อยู่ที่ 30% ทาวเวอร์ 4 อยู่ที่ 80% ส่วนทาวเวอร์ 5 ได้เปิดให้จองพื้นที่แล้ว ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำที่ได้ลงนามสัญญาเพื่อย้ายสำนักงานเข้ามาที่โครงการแล้ว อาทิ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นต้น อีกไฮไลต์กำลังจะเผยโฉมนั่นคือ “เรสซิเดนซ์ แอท วันแบงค็อก” พร้อมเปิดเข้าชมปลายปี 2567 เป็นต้นไป 

ฝั่งโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” โปรเจ็กต์ร่วมทุนกลุ่มเซ็นทรัลกับดุสิตธานี มูลค่า 46,000 ล้านบาท หลังทุ่มพัฒนาทำเลหัวมุมพระรามที่ 4-สีลม เนื้อที่ 23 ไร่ เมื่อวันที่ 27 กันยายน ได้ฤกษ์เปิดบริการโรงแรม
“ดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่” สูง 39 ชั้น จำนวน 257 ห้องแล้ว ราคาค่าห้องเริ่มต้น 12,000 บาทบวกๆ ต่อคืน ไปถึงราคาแพงสุด 201,700 บาทต่อคืน ซึ่งเป็นห้องสวีตขนาด 250 ตารางเมตร มีเพียง 1 ห้อง พร้อมเปิดบริการวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 

นอกจากนั้นปี 2568 ยังเตรียมเปิดอาคารสำนักงานและศูนย์การค้า พื้นที่รูฟพาร์ค สวนสาธารณะชั้นดาดฟ้า 7 ไร่ รวมถึงส่งมอบคอนโดมิเนียม “เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ให้กับลูกค้า เป็นอาคารสูง 69 ชั้น 406 ยูนิต ขณะนี้มียอดขายแล้ว 80% ยังเหลือ 70 ยูนิต โดยผู้ซื้อ 80% เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ 20% ซึ่งเพนต์เฮาส์ใหญ่ที่สุดในโครงการที่ยังไม่ได้เคาะราคา คาดว่าจะแพงสุดในกลุ่มคอนโดลิสต์โฮลด์ เผลอๆ อาจไปถึง 1 ล้านบาทต่อตารางเมตร 

“อิสระ บุญยัง” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สะท้อนว่า มิกซ์ยูสทั้งสองโครงการเมื่อเปิดครบสมบูรณ์ จะพลิกโฉมพระรามที่ 4 เป็นเมืองใหม่ที่อยู่ใจกลางเมือง เพราะแกนของเมืองกรุงเทพฯถูกเปลี่ยนไปจากเยาวราชย่านค้าขาย สีลมย่านการเงิน เพลินจิตและสุขุมวิทย่านธุรกิจ แต่พระรามที่ 4 เป็นเมืองซ้อนเมือง ซึ่งในปี 2569-2570 จะเกิดการเคลื่อนย้ายศูนย์กลางทางธุรกิจ แต่คงไม่เร็วมากนัก จะค่อยๆ เปลี่ยน ซึ่งที่ผ่านมาบริเวณหัวลำโพงไปถึงพระโขนงก็ซึมๆ มาโดยตลอด ขณะที่โลเกชั่นอื่นเปลี่ยนไปหลายครั้งแล้ว แต่พระรามที่ 4 เหมือนหลับอยู่นาน ไม่มีอาคารขนาดใหญ่ การมาของทั้งสองโครงการจะทำให้ทำเลนี้คึกคักและทันสมัยมากขึ้น 

ด้าน “โสภณ พรโชคชัย” ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) มองว่า การรวมตัวกันของศูนย์ธุรกิจคู่ขนานถนนพระรามที่ 1 กับพระรามที่ 4 ทำให้ศูนย์กลางธุรกิจของไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลง แต่เดิมกรุงเทพฯมีศูนย์ธุรกิจที่เยาวราชหรือไชน่าทาวน์ ศูนย์ธุรกิจการเงินที่สีลม และศูนย์ธุรกิจค้าปลีกที่สยามสแควร์ แต่ในอนาคตอาจมีการเชื่อมต่อกันผ่านการพัฒนาใหม่ๆ บนถนนพระรามที่ 4

ภายหลังจากการที่มีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินเปิดบริการ ทำให้บริเวณถนนพระรามที่ 4 มีมูลค่ามากขึ้น โดยมีการพัฒนาสำคัญ ไม่ว่าโครงการอาคารสำนักงาน เดอะพาร์ค และโรงพยาบาลเดอะเมดพาร์ค, โครงการพัฒนาที่ดินโรงงานยาสูบถนนพระรามที่ 4, อาคารสำนักงานใหญ่ของการไฟฟ้านครหลวง, การพัฒนาโครงการ วันแบงค็อก, โครงการดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค, โครงการสำนักงานสามย่านมิตรทาวน์, การพัฒนาที่ดินย่านบรรทัดทอง สามย่านของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการพัฒนาอาคารเชิงพาณิชย์โครงการหัวลำโพง

นอกจากนี้ยังมีอาคารชุด อาคารสำนักงานใหม่ๆ อีกมากที่อาจจะถูกปรับโฉมใหม่ เช่น อาคารศรีเฟื่องฟุ้งที่อาจจะรื้อเพื่อสร้างโครงการใหม่ในอนาคตต่อไปในอนาคต ทั้งส่วนที่เป็นศูนย์ธุรกิจค้าปลีกแถวสยาม ชิดลม เพลินจิต จะเชื่อมต่อจากย่านศูนย์กลางทางการเงินย่านสีลม-สาทร ผ่านการพัฒนาที่สำคัญ อาทิ การพัฒนาที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จะทำให้การพัฒนาเชื่อมต่อกันได้ โดยเฉพาะอาจปรับพื้นที่บริเวณสนามศุภชลาศัย ซึ่งจะยิ่งทำให้ย่านการค้าทั้งสองเชื่อมต่อกัน รวมถึงการพัฒนาที่ดินบนถนนวิทยุ หลังสวน ราชดำริ ที่จะมีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสัญญาเช่าที่ดินในปัจจุบันหมดอายุลง อาจจะมีการพัฒนาขนานใหญ่ ทำให้ทั้งสองย่านนี้เชื่อมต่อกันในที่สุด

เพื่อให้ภาพการเชื่อมต่อของย่านการค้าปลีก “สยาม-ชิดลม-เพลินจิต” กับย่านการเงิน “สีลม-สาทร” ทำให้เกิดแรงดึงดูดให้ความเจริญยิ่งหนาแน่นขึ้นในเขตเมืองชั้นใน จึงจำเป็นต้องกำหนดให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้มข้นขึ้น เช่น อนุญาตให้สร้างอาคารเกินกว่า 10 เท่าของขนาดที่ดิน (FAR) โดยน่าจะกำหนดให้ได้ถึง 20:1 เช่น อาคารวอลล์สตรีททาวเวอร์สุรวงศ์ หรือ 30:1 อาคารสเตททาวเวอร์ สีลม เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นกรุงเทพมหานคร (กทม.) และรัฐบาลควรเน้นให้มีการสร้างรถไฟฟ้ามวลเบาเชื่อมพื้นที่ต่างๆ ในใจกลางเมือง เพื่อให้การเติบโตของเมืองเป็นไปอย่างมีระเบียบและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

เป็นการสะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นบนทำเลทอง “พระรามที่ 4” และพื้นที่โดยรอบ กลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่ถูกปักหมุดลงไปบนแผนที่โลก