ตลาดของขวัญและของชำร่วยไทย เด้งทะลุ 4.6 หมื่นล้าน ผู้ค้ายิ้มรับออเดอร์ปีใหม่2568 คึกคัก
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญ ของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน เปิดเผย มติชน ว่า บรรยากาศการซื้อขายของขวัญ ของชำร่วยไทย ในปี 25667 ถือได้ว่ากลับมาเป็นปีทองอีกครั้ง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อการขยายตัวในปีต่อไป อีกทั้งเป็นโอกาสที่จะชูเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในการส่งเสริมอุตสาหกรรมของขวัญ ของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก และเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในอนาคต
ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อของขวัญและของชำร่วยไทยในปี 2567 ถือเป็นปีที่มีการปรับตัวอีกขั้น จากการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการเกิดสงครามการค้าสหรัฐกับจีน สงครามตะวันออกกลางมีผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนจาก 6 เดือนแรกปี 2567 แม้เศรษฐกิจทั่วโลกยังฟื้นตัวไม่มาก แต่ส่งออกสินค้าของขวัญและของชำร่วยไทย สามารถขยายตัวบวกถึง 17% หรือมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ 6 เดือนหลังของปีนี้ น่าจะขยายตัวเป็นบวก และทำให้ทั้งปีขยายตัวได้ 10% ซึ่งการที่ครึ่งปีหลังชะลอตัวจากครึ่งปีแรก มาจาก 2 ปัจจัย คือ ต้นปีค่าเงินบาทอ่อนตัว จึงแข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่งได้ อีกปัจจัยคือสหรัฐฯเพิ่มนำเข้าจากไทย จนครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 70% ของมูลค่าการส่งออกรวม อาจเพราะความขัดแย้งกับจีน จึงหันมาซื้อไทยและหลายประเทศย้ายฐานผลิตและซื้อสินค้าจากไทยเพื่อไปพัฒนาและส่งออก หากเปรียบกับประเทศอื่น อาทิ ญี่ปุ่น จีน ยุโรป ยังเป็นการทรงตัว
“ที่โดดเด่นอีกเรื่องคือต่างประเทศหันใช้ไทยเป็นแหล่งจัดงานแสดงสินค้า ที่มีการดึงผู้นำเข้าจากทั่วโลกมาชมงาน จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้านั้น ได้รับอานิสงส์ ลดการพึ่งพาที่จะเดินทางออกไปทำตลาดในต่างประเทศหรือแสวงหาการร่วมงานแสดงในต่างประเทศ แม้ค่าใช้จ่ายต่อการเช่าพื้นที่งานแสดงสินค้าจะสูงกว่าร่วมงานแสดงที่จัดโดยไทย1-2 เท่าตัว ล่าสุดการจัดงานเมกะแฟร์ของผู้จัดฮ่องกง ที่เลือกจัดงานในไทย ที่มีบูธนำสินค้าจัดแสดงเป็นพันราย ที่มีผู้เข้าชมจากทั่วโลก 5 พันคน ทั้งที่จัดเดือนกรกฎาคม ที่อยู่นอกฤดูกาลขายของกลุ่มของขวัญ แม้ก็ยังซื้อขายได้สูง ก็ต้องยอมรับว่าไทยสูญเสียผู้นำการจัดงานแฟร์ด้านของขวัญให้กับต่างชาติแล้ว แต่ดีที่งานจัดในประเทศไทย ดังนั้น จึงมีโอกาสที่การส่งออกของขวัญและของชำร่วยไทยทั้งปีนี้ จะทะลุ2.4 หมื่นล้านบาท” นายจิรบูลย์ กล่าว
นายจิรบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับตลาดสินค้าของขวัญและของชำร่วยไทย กลับมาคึกคักอีกครั้ง 6 เดือนแรกปีนี้ ขยายตัวได้ถึง 20% ปัจจัยหนุนคือ การฟื้นตัวของการจัดกิจกรรมการตลาดและการค้า การจัดงานสัมมนาและงานอื่นๆ ทำให้เกิดการใช้ของที่ระลึกมากขึ้น อีกทั้งคุณภาพและราคาสินค้าของไทยยังจับต้องได้ มีการพัฒนาตอบสนองผู้บริโภค โดย3 กลุ่มที่ยังได้รับความนิยมในปีนี้คือ สินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าแนวดูแลสิ่งแวดล้อม ที่ต้องมาครบทั้งหีบห่อและตัวโปรดักส์ จึงมีโอกาสที่ทั้งปีตลาดในประเทศจะมีมูลค่าถึง 2.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากรวมทั้งอุตสาหกรรมของขวัญของชำร่วยที่ส่งออกและจำหน่ายในประเทศ จะมีมูลค่ารวมถึง 4.6 หมื่นล้านบาท ยังไม่ร่วมของที่ระลึกในภาคท่องเที่ยวก็จะมีมูลค่าสูงไปมากแล้ว
“มาตรการแจก 10,000 บาท แม้จะแจกในกลุ่มเปราะบาง แต่เมื่อเขาใช้เงินซื้อสินค้า ก็จะเพิ่มรายได้ผู้ผลิตผู้ค้า ที่จะเพิ่มรายได้จ้างงานและการผลิต ก็จะเป็นส่วนช่วยแจกของขวัญกลับมาในปีใหม่นี้ จึงอยากให้รัฐเพิ่มเติมมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายก่อนเข้าเทศกาลปีใหม่ ไม่ควรเกิดพฤศจิกายน เพราะเป็นช่วงการตัดสินใจซื้อสินค้าและเตรียมใช้เงิน ปีใหม่นี้คาดว่าจะคึกคักมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา” นายจิรบูลย์ กล่าว

