กนง. หั่นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 4 ปี หวังช่วยลดภาระหนี้ ยันไร้แรงกดดันทางการเมือง
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ผลการประชุม กนง. ในวันที่ 16 ตุลาคม 2567 คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 2.50% เป็น 2.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที เป็นครั้งแรกรอบ 4 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปลายปี 2567 กระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่าจุดยืนของนโยบายการเงินที่เป็นกลางยังเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว รวมถึงการรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า
นายสักกะภพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาธปท.มีการหารือกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง มีข้อมูลที่รับเข้ามาจากภาคส่วนต่างๆ เช่นกัน โดยการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการปรับเพื่อสร้างความสมดุล การดูแลด้านการเงิน อาทิ หนี้ครัวเรือน อยากให้กระบวนการปรับลดหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ สอดคล้องกับรายได้และภาระหนี้ของประชาชน ภาพใหญ่ในการพูดคุยกับรัฐบาลมีมาตลอดอยู่แล้ว พิจารณาตามแนวโน้มในระยะข้างหน้า นำมาประมวลภาพทำให้เห็นว่ามีช่องที่สามารถลดดอกเบี้ยได้ จึงไม่ได้แรงกดดันทางการเมือง แต่ถือเป็นข้อมูลหนึ่งที่นำมาพิจารณาว่ามีความสำคัญ และมีความเกี่ยวข้องกับการทำนโยบายหรือไม่ โดยการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการลดและหยุด เพื่อรอดูข้อมูลใหม่ ไม่ได้เห็นการลดอย่างต่อเนื่องแน่นอน
นายสักกะภพ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โต 2.7% ส่วนปี 2568 อยู่ที่ 2.9% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน ได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกที่ปรับดีขึ้นตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน โดยการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมบางกลุ่ม รวมถึงเอสเอ็มอี ยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง

นายสักกะภพ กล่าวว่า ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% และปี 2568 อยู่ที่ 1.2% โดยอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ผันผวน และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากผลของฐาน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% และปี 2568 จะอยู่ที่ 0.9 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ การแข่งขันด้านราคาที่อยู่ในระดับสูงจากสินค้านำเข้า โดยความผันผวนของเงินเฟ้อหลักๆ มาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ 1.อุปทาน และ2.ปัจจัยภายนอก กรอบเงินเฟ้อที่ดีจึงควรมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับเงินเฟ้อที่มีความผันผวน และเงินเฟ้อไม่ควรอยู่สูงเกินไป ช่วยสนับสนุนการทำกิจกรรมในด้านเศรษฐกิจได้ โดยการที่เงินเฟ้อต่ำ มีความเสี่ยงเกิดเงินฝืด คนไม่จับจ่าย ขณะนี้ยังไม่เห็นภาวะแบบนั้น แต่หากเงินเฟ้อสูงเกินไป ต้นทุนของผู้ประกอบการ ค่าครองชีพจะปรับขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามีการขึ้นไปและค้างอยู่สูงแล้ว
“การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ให้น้ำหนักกับหนี้ครัวเรือนของประชาชนมากสุด มีการชั่งน้ำหนักภาวะหนี้ลดลงของลูกหนี้ และกระบวนการปรับลดหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี น่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องได้ การลดดอกเบี้ยน่าจะช่วยลดภาระของลูกหนี้ได้บ้าง มากน้อยแตกต่างกัน ต้นทุนของการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ อยู่ภายใต้บริบทของสินเชื่อที่โตชะลอตัวลง แต่เชื่อว่าไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะมองไปข้างหน้า คาดการณ์ว่าหนี้ครัวเรือนอาจปรับลดลงได้ จากพัฒนาการสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา ดอกเบี้ยจึงไม่ได้มีความจำเป็นต้องช่วยเพิ่มเติมอีกในภาวะปัจจุบัน เพราะการประเมินเศรษฐกิจในภาพใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ถือว่าใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้มากด้วยซ้ำ” นายสักกะภพ กล่าว
นายสักกะภพ กล่าวว่า ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวขึ้นบ้าง อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐปรับแข็งค่า ตามทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักและปัจจัยเฉพาะในประเทศ ด้านต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนผ่านธนาคารพาณิชย์และตลาดตราสารหนี้ ยังทรงตัวใกล้เคียงเดิม สินเชื่อโดยรวมชะลอลงโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี กลุ่มธุรกิจที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมทั้งสินเชื่อเช่าซื้อและบัตรเครดิต ด้านคุณภาพสินเชื่อปรับด้อยลง ส่วนหนึ่งมาจากลูกหนี้ที่เคยได้รับความช่วยเหลือทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจเอสเอ็มอี และครัวเรือนที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และมีภาระหนี้สูง คณะกรรมการฯ ยังสนับสนุนนโยบายของ ธปท. ที่ให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา ภาระหนี้ที่ตรงจุดและมีส่วนช่วยกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้

