พิษ ดิไอคอน กระทบวงการโฆษณา เอเยนซี่ เผย ลูกค้าเลื่อนจัดงานอื้อ ทำเสียโอกาสธุรกิจแตะพันล.
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากกรณีกระแสขายตรงรายดังและบางรายเจอข้อหาขายสินค้าไม่คุ้มค่าหรือด้อยคุณภาพกว่าที่ควร อาทิ กรณี ดิไอคอน กรณีแม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์ เป็นต้น กำลังเป็นการตอกย้ำความรู้สึกของผู้บริโภคกังวลต่อการซื้อสินค้าลักษณะขายตรงหรือผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นๆ และแน่นอนทุกครั้งที่เกิดกระแส ย่อมกระทบต่อทั้งธุรกิจแบบเดียวกันที่ทำดี การค้าชะลอตัวไปด้วย แต่เป็นการชะลอในระยะสั้นๆ
“ที่เป็นกระแสครั้งนี้ หากได้ข้อสรุปในหนึ่งเดือน ผลกระทบต่อจะไม่เกิน 2-3 เดือน เพราะคนบางส่วนลืมสถานการณ์นั้นแล้ว ซึ่งในส่วนของสมาคมก็ติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่องานผลิตโฆษณาเช่นกัน เบื้องต้นยังไม่เห็นผลกระทบหรือประเมินว่ากระทบต่อธุรกิจโฆษณาแล้วเท่าไหร่ แต่ยอมรับว่า อาจมีการลังเลบ้าง ตรงข้ามก็จะมีรายใหญ่ดึงความเชื่อมั่น ทำโฆษณามากขึ้นก็เป็นไปได้” นายรติกล่าว
นายรติกล่าวอีกว่า เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก มองว่าน่าจะถึงเวลาที่จะเอาจริงเอาจังและร่วมมือช่วยกันต่อเนื่องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะภาครัฐที่กำกับดูแล สมาคมที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนทุกช่องทาง จัดทำแผนประชาสัมพันธ์ให้ตระหนักรู้และสร้างให้เกิดการรับรู้เท่าทันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดแล้วก็มาบอกว่าจะทำนั้นทำนี้ ต้องเข้าใจด้วยว่าคนนั้นมีทั้งรู้เท่าไม่ถึงการ บางกลุ่มมีความอยากได้ที่จะโดดเข้าธุรกิจนั้นๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจแบบขายตรง หรือการค้าผ่านออนไลน์ จะหายไปไหน การค้าในระบบขายตรงกับสินค้าขายบนอีคอมเมิร์ซรวมกันใช้งบมาก ติด 1 ใน 5 ของเม็ดเงินทำโฆษณารวม บางปีติดท็อป 1 ใน 3 ของการใช้งบมากสุด วิธีแก้คือต้องมีความต่อเนื่องเตือนภัยในรูปแบบการค้าการทำตลาดแบบใหม่ๆ แม้ป้องกันการถูกลวงได้ไม่หมด แต่ก็จะช่วยชะลอความเสียหายตั้งแต่เริ่มแรก สมาคมเราก็พร้อมให้ความร่วมมือในการรณรงค์สร้างตระหนักรู้
นายรติกล่าวต่อว่า สำหรับอุตสาหกรรมโฆษณา ครึ่งปีแรก 2567 มีเม็ดเงินใช้จ่ายประมาณ 42,000 ล้านบาท ขยายตัว 6% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และช่วง 9 เดือนแรก มีเม็ดเงินใช้จ่าย 63,000 ล้านบาท ขยายตัว 3% และคาดทั้งปี 2567 ขยายตัวได้ 3-4% จากปี 2566 เม็ดเงินโฆษณารวม 84,800 ล้านบาท ถือว่าเป็นปีที่ไม่มีหวือหวา และกลุ่มอีคอมเมิร์ซใช้จ่ายลดลงค่อนข้างสูงในไตรมาสที่ผ่านมา อาจเพราะมีการทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น
“ภาคธุรกิจขณะนี้ ผมเห็นว่าปัจจัยแรกที่ส่วนใหญ่กังวลมากที่สุด คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน จะกลายเป็นลูกระเบิดทุบกำลังซื้อและกดเศรษฐกิจในอนาคตเร็วๆ นี้ หากหน่วยงานรัฐไม่อาจเร่งแก้ไขได้ ที่ผ่านมาบอกจะเร่งแก้ไข แต่ทางปฏิบัติยังไม่เห็นอะไร เราดูได้จากหลายดัชนีทั้งผลิต การค้า ลงทุนรายเล็กๆ ยังต่ำ จะกระตุ้นอะไรอยากให้มองเรื่องลดหนี้ครัวเรือนก่อน เมื่อเขามีเงินเพิ่มเขาก็จะใช้จ่ายเพิ่มอยู่แล้ว” นายรติกล่าว
แหล่งข่าวในบริษัทเอเยนซี่โฆษณา เปิดเผยว่า ภายหลังมีกระสแปมการทำธุรกิจของดิไอคอนกรุ๊ปต่อเนื่อง เริ่มส่งผลกระทบต่อแผนงานที่บริษัทลักษณะขายตรง และทำการค้าผ่านออนไลน์ แจ้งเลื่อนการเปิดตัวสินค้าและกิจกรรมการตลาด จากเดิมจะเปิดตัวจำนวนมากตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม-ต้นเดือนธันวาคม 2567 ขอเลื่อนไปปีหน้า 2568 กว่าครึ่ง เพราะกังวลเรื่องกระแสข่าวอาจมีผลต่อความเชื่อมั่นและเกิดความลังเลในการสั่งซื้อสินค้า การใช้เม็ดเงินกับค่าการตลาดอาจไม่คุ้มค่ากับยอดขายที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งติดตามหน่วยงานรัฐที่มองว่าอาจมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบหรือการตรวจสอบที่แตกต่างไปกว่าเดิมหรือไม่
“ความสูญเสียทางตรงนั้น อาจไม่กระทบโดยตรงกับธุรกิจที่มีประกอบการอยู่ แต่มีผลกระทบทางอ้อม คือ การสูญเสียโอกาสทางการค้าทั้งกับธุรกิจที่ทำอยู่ อาจใช้เวลาขายสินค้านานขึ้นในช่วงนี้ เพราะคนจะลังเลและตรวจสอบมากขึ้น ยังกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งการการจองโรงแรมที่ใช้เปิดตัวสินค้าหรือจัดกิจกรรมอบรม งานเลี้ยงรับปีใหม่ บริษัทโฆษณา บริษัทผลิตสินค้าของที่ระลึก และ บริษัทผลิตสินค้า ระบบขนส่ง เป็นต้น ส่วนได้รับผลกระทบทั้งนั้น และไม่รู้ว่ากระแสข่าวจะจบลงอย่างไรและเมื่อไร เบื้องต้นจากกระแสข่าวดังครั้งนี้ น่าจะเกิดการเสียโอกาสเชิงการค้า 500-1,000 ล้านบาท” แหล่งข่าวกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามไปยังสมาคมขายตรง ถึงท่าทีของสมาคมต่อกรณี ดิ ไอคอน กรุ๊ป ได้รับแจ้งเพียงว่า คณะกรรมการสมาคมกำลังจะการประชุมทางไกล และขอติดตามสถานการณ์ก่อน เบื้องต้นมีมติจะไม่มีการแถลงข่าวใดออกจากสมาคม แต่จะใช้แนวทางออกการประชาสัมพันธ์ให้ตระหนักรู้ถึงการทำธุรกิจขายตรง ตามมาตรฐานสากล
