หน้าแรก เศรษฐกิจ คิดเห็นแชร์ &...

คิดเห็นแชร์ – ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจมีข้อดีที่คาดไม่ถึง

19.10.24 | 13:49 น.

ในโลกธุรกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง มักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการเติบโต แต่งานวิจัยล่าสุดกลับเผยให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจและท้าทายความเชื่อดั้งเดิมนี้

บทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับนี้ จะนำเสนอผลการวิจัยที่น่าสนใจจากบทความทางวิชาการ “The Bright Side of Political Uncertainty: The Case of R&D” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Review of Financial Studies ฉบับเดือนตุลาคม 2567

คณะผู้วิจัย Atanassov J. et al., 2024 ได้ศึกษาข้อมูลการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2519 ถึง 2563 โดยมุ่งเน้นไปที่การเลือกตั้ง ที่มีการแข่งขันสูงและผลลัพธ์ไม่สามารถคาดเดาได้จนถึงนาทีสุดท้าย ผลการศึกษานี้เปิดเผยข้อค้นพบที่น่าสนใจ กล่าวคือ ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง บริษัทต่างๆ กลับมีแนวโน้มที่จะเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา (R&D) มากขึ้น ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับแนวคิด “growth options” หรือ “ทางเลือกในการเติบโต” ซึ่งมองว่าบริษัทใช้การลงทุนใน R&D เป็นเครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคต แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในระดับสูงก็ตาม การลงทุนใน R&D ช่วยให้บริษัทสามารถปรับตัวรับมือกับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

และในขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่า ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าผลกระทบเชิงบวกของความไม่แน่นอนทางการเมืองต่อการลงทุนด้าน R&D มีความเด่นชัดมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ในขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารหรือเครื่องจักร มักจะลดลงในช่วงที่มีความไม่แน่นอน บริษัทกลับเลือกที่จะเพิ่มการลงทุนใน R&D เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ การศึกษาอื่นๆ ยังเสริมให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนด้าน R&D และผลตอบแทนของบริษัท บทความทางวิชาการ “Corporate R&D and Stock Returns: International Evidence” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Financial and Quantitative Analysis ปี 2564 โดยคณะผู้วิจัย Hou K. et al., 2021 แสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มีความเข้มข้นในการลงทุนด้าน R&D มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนจากหุ้นที่สูงขึ้นในอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน R&D ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง การศึกษาดังกล่าวยังพบว่าการเพิ่มการลงทุนใน R&D นำไปสู่ความผันผวนของผลตอบแทนและความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ไม่แน่นอน

Advertisement

แต่ถึงกระนั้น การลงทุนใน R&D ก็ยังสามารถสร้างมูลค่าในระยะยาวให้กับบริษัทได้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงในระยะสั้นก็ตาม

แม้ว่างานวิจัยของ Atanassov J. et al., 2024 จะมุ่งเน้นการศึกษาในบริบทการเมืองของสหรัฐอเมริกา แต่แนวคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระดับนานาชาติและระดับประเทศได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่มีความไม่แน่นอนสูงและส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลก ความไม่แน่นอนทางการเมืองเหล่านี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ แม้จะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึง แต่ก็อาจเป็นโอกาสให้บริษัทหันมาลงทุนในนวัตกรรมเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในมุมมองระหว่างประเทศ ประเทศไทยอาจได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เช่น การเป็นฐานการผลิตใหม่เพื่อลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ของบริษัทข้ามชาติ

กลับมาที่ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้ว่าดัชนี SET index จะปรับขึ้นจากจุดต่ำสุดรอบนี้แล้วมากกว่า 200 จุดก็ตาม (ก่อนปิดต้นฉบับดัชนี SET index ปิดที่ 1,495 จุด) แต่โดยรวมผมประเมินว่า ปัจจัยสนับสนุนจากเม็ดเงินลงทุนใหม่จาก “กองทุนวายุภักษ์” และรวมไปถึงการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมล่าสุดวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของประเทศไทยกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งจะช่วยหนุนภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยทั้งในด้านของต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนที่ลดลง ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของภาคประชาชน รวมไปถึงการช่วยปลดล็อกมูลค่าหุ้น (Valuation) ของบริษัทจดทะเบียนไทย เป็นต้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ รวมไปถึงความคาดหวังเศรษฐกิจที่จะเริ่มทยอยฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ต่อเนื่องไปยังปี 2568 จากเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ การบริโภคและการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัว คาดจะช่วยสนับสนุนดัชนี SET index ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567

อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย อาจจะชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนนี้ เนื่องจากผมประเมินว่ามีโอกาสที่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะผันผวนในช่วงก่อนการเลือกตั้งดังกล่าว

สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย KGI