หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สรวงศ์ เทียน...

‘สรวงศ์ เทียนทอง’ ระดมอีเวนต์ ดึงต่างชาติแห่เที่ยวไทย

21.10.24 | 10:27 น.
สรวงศ์ เทียนทอง
สรวงศ์ เทียนทอง

ฤดูกาลท่องเที่ยวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กำลังเริ่มขึ้นอีกครั้ง พร้อมความคึกคักของบรรยากาศการเตรียมแผนเพื่อการเดินทางและท่องเที่ยว ของผู้ประกอบการที่ต้องการค้าขาย และประชาชนที่กำลังแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวและโปรแกรมเพื่อการท่องเที่ยวเพื่อให้ตนเอง ครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนพ้องที่ดีที่สุด

ดังนั้น ทุกประเทศต่างแย่งชิง ออกแคมแปญหรือโปรโมชั่นต่างๆ ขุดทุกรูปแบบเพื่อชิงสุดยอดประเทศปลายทางที่คนทั่วโลก จองเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2568

สำหรับประเทศไทย สรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เล่าว่า ปี 2567 นี้ เราพยายามไปให้ถึง 38 ล้านคน ตีตื้นขึ้นตามระดับเดิมที่เคยทำได้ในช่วงปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 39 ล้านคน เกือบ 40 ล้านคน ซึ่งเราประเมินว่าหากปี 2567 ไม่มีวิกฤตในหลายๆ เรื่อง อาทิ สงครามตะวันออกกลาง ค่าเงินบาทแข็ง เราไปถึงเป้าหมายนั้นแน่นอน โดยประเมินว่าตอนนี้ยังทันการณ์อยู่ หากสามารถร่วมมือกันในการทำตลาดได้ดีจริงๆ ทั้งการประชาสัมพันธ์ และการจัดกิจกรรม อีเวนต์ขนาดใหญ่ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้เพราะประเทศไทยอย่างไรก็มีคนอยากเข้ามาเที่ยวไทย ถือเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่แล้ว ทำให้หากบริหารจัดการได้ดี จึงดึงดูดความสนใจและการตัดสินใจเข้ามาของนักท่องเที่ยวได้อย่างดี

เป้าหมายการท่องเที่ยวไทยในปี 2567 ต้องสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.92 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย 1.08 ล้านล้านบาท จำนวนการเดินทางของคนไทยเที่ยวไทย 200 คน-ครั้ง ในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 36 ล้านคน ไม่น่าพลาด แต่การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว เพื่อทำรายได้รวมให้ถึงเป้าหมายที่ 3 ล้านล้านบาท ยอมรับว่ามีความกังวล เพราะขณะนี้มีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับการเดินทางท่องเที่ยวในภาพรวม ทั้งตลาดต่างชาติเที่ยวไทย และตลาดไทยเที่ยวไทย

สำหรับไตรมาส 4/2567 (ตุลาคม-ธันวาคม) เราพยายามเร่งให้เกิดการเดินทางเพิ่มขึ้นมากที่สุด เพราะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แต่เราต้องเผชิญหลายปัจจัยที่มีผลกระทบ อาทิ อุทกภัย เกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดหลายภูมิภาคในประเทศไทย ค่าเงินบาทแข็งขึ้นรวดเร็วและทรงตัวแข็งค่าต่อเนื่อง รวมถึงนักท่องเที่ยวจีน ที่เป็นฐานตลาดหลักของไทย ยังคงเดินทางเที่ยวในประเทศกันเองสูงมากอยู่ ถือเป็นสิ่งที่กังวลมากสุด แม้ประเมินจากตัวเลขการจองล่วงหน้าเข้ามาเที่ยวไทย ยังถือว่าเต็มตามปกติอยู่

Advertisement

ปัญหาในตอนนี้เป็นเรื่องไฟลต์บินที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ (ดีมานด์) มากนัก เพราะต้องยอมรับว่าหลังโควิดระบาดมา หลายสายการบินหยุดบินไปค่อนข้างเยอะ โดยภาคเอกชนมุ่งเน้นตลาดอินเดีย ที่เป็นตลาดมีแนวโน้มสดใส และมีศักยภาพสูงในการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะนี้ต้องการบินแบบเช่าเหมาลำเข้ามาในช่วงปลายปี โดยมีการคุยกับสายการบินแล้วในการเพิ่มแบบเช่าเหมาลำเข้ามา หากทดลองแล้วพบว่าประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวังไว้ การบินในเชิงพาณิชย์เข้ามาในประเทศไทยจะเพิ่มมากขึ้น ต้องอาศัยการมีผู้โดยสารเต็มอัตราการบรรทุกทั้งขาเข้าและขาออกด้วย

ส่วนการมุ่งเน้นไปที่ตลาดใช้จ่ายสูง เพื่อเพิ่มเม็ดเงินการใช้จ่ายในประเทศไทยนั้น เราจะเปิดตลาดในประเทศที่ลงท้ายด้วยสถานต่างๆ อาทิ คาซัคสถาน (Kazakhstan) อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) ทาจิกิสถาน (Tajikistan) และเติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) เพราะกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง มีการใช้จ่ายสูงในการเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงมีระยะวันพำนักที่ยาวนานกว่าประเทศอื่นด้วย อย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไปที่จะใช้ชีวิตอยู่ในไทย แม้ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่บ้างเล็กน้อย ในเรื่องการบิน ที่ต้องผ่านน่านฟ้าที่กำลังมีปัญหากันอยู่ ในเรื่องสงครามตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน แต่พบว่าไม่ได้มีผลกระทบกับตัวเลขการจองล่วงหน้า เพื่อเดินทางเข้ามาเที่ยวไทย เนื่องจากตัวเลขยังคงวิ่งได้ตามปกติ

ภายในปลายเดือนตุลาคมนี้ รัฐบาล นำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และกระทรวง จะจัดการแถลงข่าวประกาศคิกออฟไทยแลนด์ วินเทอร์ เฟสติวัล 2567 เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ วางแผนในการจัดงานท่องเที่ยวภายใต้โครงการหรือแคมเปญจะจัดขึ้นช่วงที่เหลือของปี 2567 นี้ ซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แล้ว ถือเป็นแรงส่งไปยังปี 2568 จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมงานที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ อาทิ งานวิ่งเทรล ประเพณีลอยกระทง ช่วงสิ้นปีที่ยาวตั้งแต่คริสต์มาสไปถึงปีใหม่ เทศกาลสากลที่มีการจัดกันอยู่ทุกปีด้วย

นำแคมเปญเราเที่ยวด้วยกัน กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เพราะเป็นโครงการที่สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง ซึ่งมีภาพความสำเร็จแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่เนื่องจากใช้วงเงินงบประมาณสูงมาก อย่างรอบที่แล้วใช้ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท ทำให้ต้องมีการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ในเรื่องงบประมาณอย่างชัดเจนและรัดกุมอีกครั้งก่อน โดยโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ในช่วงก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลสนับสนุนวงเงินใช้จ่ายในโรงแรมที่พัก 40% ประชาชน 60% และมีวงเงินใช้จ่ายในร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการได้ด้วยนั้น เบื้องต้นยืนยันว่าปี 2568 จะเริ่มดำเนินโครงการอยู่แล้ว ทำให้ต้องมีการหารือเพิ่มเติมในฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาวงเงินงบประมาณ จำนวนสิทธิที่จะให้กับประชาชนเข้าร่วมโครงการ รวมถึงรูปแบบการใช้จ่าย ว่าจะผ่านช่องทางใด และรัฐบาลสนับสนุนที่ 40% เท่าเดิมหรือไม่ ซึ่งต้องหารือกันเพื่อความชัดเจนอีกครั้ง

การจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มานานแล้วนั้น ขณะนี้เริ่มทำตามขั้นตอนต่างๆ แล้ว อาทิ เรื่องข้อกฎหมาย โดยช่องทางที่จัดเก็บได้ทันทีเป็นการเดินทางผ่านอากาศ หรือการเข้ามาด้วยเที่ยวบิน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ในการดำเนินการตามรายละเอียดที่เหลือ อาทิ ขั้นตอนการเก็บข้อกฎหมายต่างๆ แต่ช่องทางอื่นๆ ทั้งทางบกและทางน้ำ 2 ช่องทางนี้ ยังต้องศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเริ่มดำเนินการได้ช่วงใดนั้น ต้องขอพิจารณาและศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งว่าจะดำเนินการจัดเก็บอย่างไร และเมื่อไหร่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย รวมถึงให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดต่อการดำเนินการด้วย

สำหรับมาตรการวีซ่าฟรี หรือการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าประเทศไทย ขณะนี้ยังคงพยายามขยายประเทศเป้าหมายเข้ามามากขึ้น จากตอนนี้ที่ให้ไปในหลายประเทศ ซึ่งก็เป็นประเทศเป้าหมายของฐานนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งหมด อาทิ จีน อินเดีย โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศจะมีการประสานงานให้ทุกภาคส่วนดำเนินการต่อ และจะเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยว สานต่อความสำเร็จในการปรับโครงสร้างการตรวจลงตรา โดยเน้นการอำนวยความสะดวกเรื่องการตรวจลงตราสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มต่างๆ ต่อไป โดยประเทศที่จะเพิ่มขึ้นยังต้องพิจารณาอย่างดี เน้นประเทศเป้าหมายจริงๆ ในการเข้ามาใช้จ่ายรายหัวมากขึ้นเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยต้องได้แบบคุ้มเสีย เพราะการให้วีซ่าฟรีถือเป็นดาบสองคม ต้องชั่งน้ำหนักทั้ง 2 ขาให้ดีที่สุด อาทิ วีซ่าฟรีระหว่างไทยและจีน เป็นตัวดันให้คนไทยออกไปเที่ยวจีนเพิ่มสูงมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต แต่นักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นตัวเข้ามาเที่ยวไทยได้ไม่มากเท่าที่ประเมินไว้

ส่วนเรื่องของการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destinations) อาทิ สวนสนุก เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ รวมถึงการนำคอนเสิร์ต เทศกาล และการแข่งขันกีฬาระดับโลกมาจัดในไทยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินลงสู่ผู้ประกอบการในประเทศนั้นมองว่าต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเช่นกัน โดยภาครัฐจะเป็นคนสนับสนุนและพร้อมสานต่อนโยบายต่อเนื่องจากอิกไนต์ ไทยแลนด์ ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการเอกชนพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนในไทยอยู่แล้ว แต่อาจต้องการความแน่นอนในเรื่องระยะเวลาที่มีความต่อเนื่อง ไม่ใช่เข้ามาลงทุนทุกอย่างแล้วต้องหยุดชะงักไป ส่วนนี้กระทรวงจะเข้าไปสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น จากนี้จะต้องปรึกษากันว่าเราจะทำยังไงให้มีการเอื้อประโยชน์ให้กันได้ด้วย

การขับเคลื่อนเมืองน่าเที่ยว อยากให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้เช่นกัน โดยต้องสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนในการเข้ามาลงทุนด้วย อาทิ หากทำสัญญาร่วมกัน 5 ปี หรือ 10 ปี จะสร้างความมั่นใจด้วยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี เป็นต้น เพื่อช่วยให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ รวมถึงเรื่องการขยายสนามบินเป็นสิ่งสำคัญ ประเด็นนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว ส่วนของกระทรวงจะเดินหน้าตามขอบเขตที่ทำได้เช่นกัน