เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มีนโยบายให้ความสำคัญกับการสร้างห่วงโซ่การผลิตอาหารที่ยั่งยืนบังคับใช้กับทุกกลุ่มธุรกิจ
ในกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้จัดหาวัตถุดิบหลักทางการเกษตรอย่างรับผิดชอบ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าจากแหล่งปลูกที่ถูกกฎหมาย ไม่ตัดไม้ทำลายป่า และไม่เผา สนับสนุนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติตามนโยบายเครือฯ คือ การไม่รับซื้อ และไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่ที่มาจากการเผา
พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn Traceability) ขึ้นมาใช้ในการจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในกิจการประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา เพราะเชื่อมั่นว่าระบบตรวจสอบย้อนกลับคือทางออกในการแก้ปัญหาการบุกรุกป่าและการเผาแปลง ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของฝุ่นมลพิษ (PM2.5) ซึ่งทางซีพีได้มีการนำต้นแบบเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับมาเริ่มใช้ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เพื่อหยุดฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ
เนื่องด้วยผลตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการและชาวเกษตรกรทางภาคเหนือที่ให้ความสนใจในการเข้าร่วมลงทะเบียนใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับนั้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) โดยเจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส (CPP)
และกรุงเทพโปรดิ๊วส (BKP) จึงได้นำนวัตกรรมตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไปเผยแพร่ต่อยอดที่ประเทศเมียนมา เพื่อยกระดับการปลูก และการขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชนในประเทศเมียนมา
พร้อมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการเปิดระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของซีพีให้ทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต คู่ค้าและหน่วยงานต่างๆ ร่วมใช้ได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเมียนมา

⦁ผนึกเมียนมายกระดับตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลเลี้ยงสัตว์
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 คณะผู้บริหารจากทางประเทศไทย และประเทศเมียนมา ได้จัดงานแถลงความร่วมมือเกี่ยวกับโครงการยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา โดยไม่รับซื้อจากพื้นที่ที่มีการเผาและพื้นที่ป่าดั้งเดิม ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา
ฝั่งประเทศไทยนำโดย นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นายเอกวัฒน์ ธนประสิทธิ์พัฒนา อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกรุงย่างกุ้ง นายฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จํากัด (มหาชน) นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจพืชครบวงจร เขตประเทศเมียนมา เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส (CPP) เมียนมา
และทางประเทศเมียนมา ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น นำโดย นายอู เอ ชาน อ่อง ประธานสมาคมอุตสาหกรรมข้าวโพดเมียนมา (Myanmar corn industrial association หรือ MCIA) ที่มาพร้อมด้วยเกษตรกรชาวเมียนมาในหลายพื้นที่ อาทิ หน่องตะยา รัฐฉาน,
มัณฑะเลย์ ฯลฯ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากทั้งในไทยและเมียนมาร่วมกันแสดงเจตจำนงในการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สร้างความโปร่งใสและความยั่งยืนในอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา
นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง ให้ข้อมูลว่า ความร่วมมือในโครงการยกระดับการตรวจสอบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมาถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ฟ้าใสของรัฐบาลไทย เพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 ที่เกิดจากการเผาป่า
การนำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ถือเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของภาคเอกชน ช่วยส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในด้านการปกป้องระบบนิเวศบนบกและการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมุ่งมั่นนี้สอดคล้องกับความพยายามของรัฐบาลในการสร้างความยั่งยืนในภูมิภาคอีกด้วย ทั้งยังสะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเกษตรและส่งเสริมความยั่งยืนในภูมิภาคอย่างแท้จริง

หวังว่าการดําเนินโครงการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมาของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในครั้งนี้ จะประสบความสําเร็จตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ และเป็นแบบอย่างสําคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นการนําเอานโยบายภาครัฐไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง ช่วยให้ปัญหา PM2.5 ที่เกิดจากการเผาพื้นที่เกษตรกรรมให้บรรเทาเบาบางและลดความรุนแรงลง
ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ยินดีให้การสนับสนุนภาคเอกชนไทยช่วยกันเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมียนมาอย่างมีความรับผิดชอบและคํานึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง
ขณะที่ นายเอกวัฒน์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบตรวจสอบย้อนกลับในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางการค้าระหว่างประเทศ และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการผลิตที่โปร่งใส
“การเปิดระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ จะช่วยให้ข้าวโพดจากเมียนมาได้รับการยอมรับมากขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการผลิตที่โปร่งใส” นายเอกวัฒน์กล่าว
นอกจากนี้ นายฐิติระบุเพิ่มเติมว่า เพื่อสร้างความชัดเจน โปร่งใส และเป็นสากล สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเมียนมาสู่ความเป็นสากล
ระบบดังกล่าวต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง MCIA ตลอดจนผู้ค้าธุรกิจและเกษตรกรชาวเมียนมา เราจึงเปิดระบบนี้ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืนของเมียนมาด้วยชาวเมียนมาเอง ทั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จของการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่กลุ่มบริษัทซีพีได้พัฒนาขึ้นและได้ขยายผลสู่ความร่วมมือในประเทศเมียนมา
การแถลงความร่วมมือโครงการยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมาฯได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตรวจประเมินระบบในระดับสากล ซึ่งการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสและเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมนี้ ถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการเสริมสร้างความยั่งยืนและความน่าเชื่อถือในอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเมียนมา และเป็นแบบอย่างให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอนาคต
⦁เส้นทาง‘นวัตกรรมตรวจสอบย้อนกลับ’เมียนมา
สำหรับระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability system) คือ ระบบติดตามการเดินทางของอาหารตลอดทั้งวงจร นับตั้งแต่ วัตถุดิบ การผลิต การแปรรูป การขนส่ง การกระจายสินค้าไปจนกระทั่ง อาหารถึงมือผู้บริโภค โดยแต่ละขั้นตอนต้องเก็บรวบรวมข้อมูลการผลิตของตัวสินค้าไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียกตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับและเพื่อให้การติดตามแหล่งที่มาของสินค้าทำได้เร็วขึ้น
ประโยชน์ของการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ คือ ทำให้สืบหาแหล่งที่มาของอาหารได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ลดค่าใช้จ่ายและปริมาณสินค้าที่ถูกเรียกคืน เพราะสามารถเรียกคืนเฉพาะสินค้าที่มีปัญหา และเพิ่มความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหารและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่อยากทราบที่มาของอาหาร และที่สำคัญ การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับช่วยกีดกันและป้องกันอาหารที่ไม่ปลอดภัยไม่ให้ผ่านถึงผู้บริโภคด้วย
ที่มาของการนำนวัตกรรมตรวจสอบย้อนกลับมาเผยแพร่สู่ประเทศเมียนมา นายวรสิทธิ์ระบุว่า ข้าวโพด เป็นหนึ่งในวัตถุดิบอาหารสัตว์ ในประเทศเมียนมา พืชที่เพาะปลูกอันดับ 1 คือ ข้าว ทั้งหมด 35 ล้านไร่ โดยข้าวโพดเคยมีการเพาะปลูกมากถึง 3 ล้านไร่

แต่ปัจจุบันปัญหาสงครามและความไม่สงบภายในประเทศในพื้นที่เมืองรัฐฉาน ทำให้มีการเพาะปลูกข้าวโพดลดลงเหลือ 2 ล้านกว่าไร่ น้อยมากเมื่อเทียบกับการเพาะปลูกข้าว และเมืองรัฐฉาน เป็นเมืองที่มีการเพาะปลูกข้าวโพดเป็นจำนวนถึง 70-80% และมีการเพาะปลูกกระจายอยู่ในรัฐอื่น โดยเฉพาะที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี ซีพี จึงพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนนวัตกรรมตรวจสอบย้อนกลับที่ประเทศเมียนมา
นายวรสิทธิ์ระบุว่า ข้าวโพดเป็นพืชที่สำคัญมาก ในการทำวัตถุดิบอาหารสัตว์ ไม่ใช่เป็นพืชผู้ร้าย แต่อยู่ที่กรรมวิธีการผลิตต่างหาก ที่จะต้องอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม และสามารถปรับให้เหมาะสมกับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตได้ ซึ่งเจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส (CPP) มุ่งมั่นในการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ที่ไม่เพียงช่วยให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของข้าวโพดได้ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงเทคโนโลยีและวิธีการเพาะปลูกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยร่วมมือกับ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จํากัด (มหาชน) เพื่อบูรณาการระบบนี้ทั้งในด้านการผลิตและการตลาด ทำให้เกษตรกรและพ่อค้าผู้รวบรวมข้าวโพดสามารถเชื่อมต่อกับตลาดในไทยและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส (CPP) บริษัทในกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน จากบริษัท คอนโทรล ยูเนี่ยน จำกัด (Control Union) องค์กรระดับโลกด้านการตรวจสอบมาตรฐานความยั่งยืน เป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานสูงสุดในด้านเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และยืนยันถึงประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
โดยเจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส (CPP) และบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จํากัด (มหาชน) พร้อมขยายการใช้ระบบนี้ให้ผู้ผลิต คู่ค้า ฯลฯ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรในระดับภูมิภาคให้ยั่งยืนและโปร่งใสในอนาคต
นายวรสิทธิ์ระบุอีกว่า ระบบตรวจสอบย้อนกลับของซีพี เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต คู่ค้า เกษตรกร และหน่วยงานต่างๆ สามารถเข้ามาร่วมใช้ได้ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีในการติดตามและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งบริษัทได้พัฒนาขึ้นเอง
ประกอบด้วยเทคโนโลยีการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Blockchain) และแผนที่ภาพถ่ายรวมถึงเทคโนโลยีตรวจจับจุดความร้อนจากดาวเทียม เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลทุกขั้นตอนตั้งแต่การเพาะปลูกจนถึงการส่งออก ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถมั่นใจได้ว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาจากแหล่งที่มาที่ปลอดภัย ไม่ได้มาจากพื้นที่ป่าดั้งเดิม (มาตรฐาน GEUDR 2020) หรือพื้นที่ที่มีการเผาในแปลงข้าวโพด
นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความโปร่งใสให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม โดย MCIA (สมาคมอุตสาหกรรมข้าวโพดเมียนมา) ทำหน้าที่สนับสนุนและผลักดันให้สมาชิกที่เป็นพ่อค้าผู้รวบรวมและผู้ส่งออกข้าวโพดเข้ามามีส่วนร่วมในระบบนี้ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายจากพ่อค้าและเกษตรกรเข้าสู่ระบบ เสริมสร้างความมั่นใจในแหล่งที่มาของวัตถุดิบข้าวโพดและยกระดับมาตรฐานการผลิตที่ยั่งยืน
ด้าน นายอู เอ ชาน อ่อง ประธาน MCIA ให้ข้อมูลว่า การเปิดระบบนี้จะสร้างโอกาสที่ดี แสดงความโปร่งใสของแหล่งที่มาของข้าวโพดที่จัดหามาให้ผู้ซื้อได้อย่างชัดเจน และช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมผลักดันให้สมาชิกร่วมมือ สนับสนุนเกษตรกรให้เข้าร่วม
ปัจจุบันตัวแทนจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจากหมู่บ้าน หน่องตะยา รัฐฉาน ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการเข้าร่วมระบบตรวจสอบย้อนกลับ ส่วนใหญ่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ระบบไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ช่วยให้ชุมชนมีรายได้มั่นคงขึ้นเพราะมีตลาดชัดเจนรองรับ
⦁MCIA มั่นใจระบบตรวจสอบย้อนกลับจากไทย
นายอู เอ ชาน อ่อง ระบุว่า การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างมากกับพี่น้องเกษตรกรชาวเมียนมาในพื้นที่ป่า ระบบที่พัฒนาค่อนข้างเป็นระบบที่ชัดเจน เป็นผลดีกับพี่น้องชาวเกษตรกร และเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
สมาคมได้เริ่มเผยแพร่ระบบช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพด ให้คำแนะนำ ความรู้กับเกษตรกร มีทีมงานนำความรู้ไปเผยแพร่ให้ทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่ปลูกข้าวโพด ได้รับผลตอบรับที่ดี ชาวเกษตรในพื้นที่ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่ต่างให้ความสนใจและรู้สึกเกิดผลดี
สำหรับความกังวลต่ออุปสรรคในระหว่างการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ ไม่กังวล เนื่องจากมีหลายหน่วยงานมีส่วนร่วม และแบ่งงานให้แต่ละหน่วยงานไปให้ความรู้แก่พี่น้องชาวเกษตรกร มั่นใจว่า MCIA จะรวบรวมสมาชิกเกษตรกรให้เข้าร่วมลงทะเบียนใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ 100%
นายอู เอ ชาน อ่อง ระบุด้วยว่า MCIA สนับสนุนนโยบายร่วมกับซีพีเรื่องลดปัญหาหมอกควันข้ามแดนและฝุ่นควัน 2.5 ได้รับความร่วมมือจากทางหน่วยงานเกษตรและหน่วยงานการค้าในการให้ความรู้ พร้อมรณรงค์เกษตรกรทำเกษตรปลอดควันและฝุ่นควัน 2.5 (PM2.5)
เป็นการนำเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับการเกษตร สู่ความยั่งยืนเพื่อสิ่งแวดล้อม
บีม คณะโจทย์

