‘ธปท.-คลัง’ เคาะกรอบเงินเฟ้อ 1-3% โตตามศักยภาพ สู้ภาวะ การเงินตึงตัว-สินเชื่อชะลอ

30.10.24 | 16:42 น.

‘ธปท.-คลัง’ เคาะกรอบเงินเฟ้อ 1-3% โตตามศักยภาพ สู้ภาวะการเงินตึงตัว-สินเชื่อโตชะลอ


เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ถือว่าเป็นไปตามที่มองไว้ในการประชุมครั้งก่อน สิ่งที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่มีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น และแนวโน้มการให้สินเชื่อที่โตชะลอตัวลง ส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาวลดลง โดยจากการหารือระหว่างนายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. เพื่อกำหนดกรอบนโยบายการเงิน ในการกำหนดกรอบเงินเฟ้อปี 2568 ทั้งกระทรวงการคลัง และ ธปท.มีมุมมองที่ตรงกันในการกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเติบโตเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ที่ระดับ 2.8-3% ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามศักยภาพ และมีการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยปี 2567 คาดจีดีพีเติบโตที่ 2.7% และปี 2568 อยู่ที่ 2.9%

“ตามภาระหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องดูแลสภาวะเศรษฐกิจการเงินให้เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ผ่านการใช้ดอกเบี้ย และดูแลค่าเงินไม่ให้ผันผวนมากเกินควร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งต้องใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน ทั้งการดูแลมาตรการทางการเงิน และการแก้หนี้ ซึ่งเป็นเหมือนนโยบายโดยรวม ที่จะสร้างสภาวะแวดล้อมและบรรยากาศทางการเงินที่เอื้ออำนวยให้เศรษฐกิจขยายตัวเต็มศักยภาพ ทำให้กรอบเงินเฟ้อดังกล่าวถือเป็นระดับที่เหมาะสม สามารถมีขึ้น มีลง เป็นไปตามอุปสงค์ที่มี” นายปิติ กล่าว

นายปิติ กล่าวว่า ธปท. และกระทรวงการคลัง เห็นในทิศทางเดียวกันว่า ไม่มีใครอยากเห็นภาวะเงินฝืด ในลักษณะที่ว่าเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง แบบในวงกว้าง เป็นเพราะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้เกิดขึ้น และก็ยังไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้กรณีที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าเงินเฟ้ออยากเห็นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ค่ากลาง 2% จะทำด้วยวิธีการใดและจำเป็นต้องทำทันทีหรือไม่นั้น มองว่าเมื่อกรอบเงินเฟ้อใหญ่อยู่ที่ 1-3% เป็นแนวทางต่อไปที่เห็นร่วมกัน จะ 2% หรือ 2.5% หรือ 1.5% มันก็อยู่ในกรอบทั้งนั้น แต่ประเด็นที่มีการหารือกัน คือ การเคลื่อนไหวของเงินเฟ้อด้วยตัวเอง ไม่ใช่ตัววัดสูงสุดหรือเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่เงินเฟ้อมีไว้เพื่อเอื้อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดี เศรษฐกิจไปได้เต็มศักยภาพ ซึ่งหากเงินเฟ้อสูงขึ้น 7-8% และผันผวนมากเกินไป เศรษฐกิจก็ไม่สามารถไปได้ตามศักยภาพ และหากเกิดภาวะเงินฝืด เงินเฟ้อติดลบในวงกว้าง และเป็นระยะเวลายาวนาน ก็ไม่ส่งเสริมให้ภาวะเศรษฐกิจเติบโตตามศักยภาพเช่นกัน

Advertisement

นายปิติ กล่าวว่า การทำให้เศรษฐกิจฟื้นและขยายตัวเร็วขึ้น เพื่อให้เงินเฟ้อขยายตัวสูงขึ้น และยังอยู่ในกรอบ 1-3% ถือเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น และเป็นธรรมชาติของเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปลายปี 2567 อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับกรอบเป้าหมาย ซึ่งปัจจัยเสี่ยงด้านสูง คือ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบปรับสูงขึ้น และปัจจัยเสี่ยงด้านต่ำ อาทิ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจต่ำกว่าคาด และ มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานของภาครัฐที่อาจมากกว่าคาด โดยเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 อยู่ที่ 0.5% และปี 2568 อยู่ที่ 1.2% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน ปี 2567 อยู่ที่ 0.5% และ ปี 2568 อยู่ที่ 0.9%

นายปิติ กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงิน กนง. เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยพิจารณาผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อเป็นไปตามที่ประเมินไว้ เพื่อรักษาจุดยืนของนโยบายการเงินที่เป็นกลาง (broadly neutral stance) ในช่วงที่ภาวะการเงินมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น และ สินเชื่อชะลอตัวลง โดยสินเชื่อที่ขยายตัวชะลอลงเป็นไปตามที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงและการชําระคืนหนี้ของลูกหนี้ หลังสินเชื่อเร่งขึ้นในช่วงโควิดตามมาตรการของทางการ สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะในบางกลุ่ม อาทิ ลูกหนี้รายย่อยกลุ่มเปราะบาง และเอสเอ็มอี ที่รายได้ฟื้นตัวช้า สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น จึงเห็นสินเชื่อในบางธุรกิจลดลงจากการเผชิญปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ ธุรกิจที่เกี่ยวกับยานยนต์ และธุรกิจที่ได้รับแรงกดดันเนื่องจากการแข่งขันสินค้าที่เข้ามาจากจีน

นายปิติ กล่าวว่า ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยยังเป็นภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจํานวนนักท่องเที่ยวได้รับผลบวกจากอุปสงค์การท่องเที่ยวโลกที่ปรับดีขึ้น และ นโยบายภาครัฐ อาทิ วีซ่าฟรี และนโยบายกระตุ้นให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบิน แม้ยังติดในเรื่องแนวโน้มรายได้จากนักท่องเที่ยวใกล้เคียงเดิม แต่ค่าใช้จ่ายต่อคนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยวยังไม่ทั่วถึง โดยการใช้จ่ายด้านที่พักกระจุกตัวในโรงแรมขนาดใหญ่ 4 ดาวขึ้นไป และ ธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองใหญ่ฟื้นตัวดีกว่าเมืองรอง ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ 36 ล้านคน และปี 2569 อยู่ที่ 39.5 ล้านคน ด้านการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวตามการฟื้นตัวของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลก โดยปี 2567 อยู่ที่ 2.8% และปี 2568 อยู่ที่ 2% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวตามปัจจัยด้านรายได้ และผลระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปี 2567 อยู่ที่ 4.2% และปี 2568 อยู่ที่ 2.5%