พิชัย อยากเห็นจีดีพีไทย ปี’68 โต 3.5% เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-การเข้าถึงสินเชื่อ
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 ที่ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดงาน CEO ECONMASS AWARDS 2024 โดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ “Thailand 2025: Opportunities, Challenges and the Future” ว่า ไทยเราตกอยู่ในสภาพที่เศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ สิบปีที่ผ่านมาเฉลี่ยรวมการเติบโตเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ขยายตัว 10% เท่านั้น และถ้านับตั้งแต่โควิด 2563-2566 จีดีพี ขยายรวมอยู่ที่เพียง 0.4% ส่วนในปี 2566 จีดีพีก็โตแค่ 1.9%
นายพิชัย กล่าวว่า ขณะที่จีดีพีปี 2567 คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 2.7% บวกลบ ทั้งนี้เคยคิดว่าจะขยายตัวได้มากกว่านี้ แต่มีเรื่องของสถานการณ์น้ำท่วมเข้ามาแทรก ซึ่งถ้านับเทียบจากปี 2566 ก็จะเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด 35% แล้วปีต่อไป 2568 นั้น การเติบโต (growth) น่าจะมีอยู่ 10% จากปีก่อน เพราะฉะนั้น จีดีพีก็จะโต 3%

ซึ่งตัวเลข 3% นั้น ก็เหมือนอยู่กันไปแบบที่ไม่มองดูว่าประเทศไทยมีศักยภาพอะไรบ้าง มีโอกาสอะไรบ้าง แต่เราคิดว่าน่าจะขึ้นได้สูงกว่านี้ แม้ว่าจะมองนึกถึงความหลัง หลายคนอยากให้ จีดีพี กลับมาโต ที่ 5%
นายพิชัย กล่าวว่า แต่ส่วนตัวมองว่าอยากจะเห็น การเติบโตเป็นขั้นเป็นตอน โดยโตที่ 3.5% ต่อปี เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้บริโภค ที่ต้องการของถูก กับผู้ผลิตที่อยากเห็นราคาที่เป็นธรรม นั้นก็คือการพูดถึงเรื่องเงินเฟ้อ อยากจะเห็นในระดับที่เหมาะสม ของไม่ถูกหรือแพงเกินไป สำหรับประเทศแบบไทยนั้น อัตราเงินเฟ้อขั้นต่ำควรจะขยายตัวอยู่ที่ 2% ต่อปี ส่วนประเทศที่อยากจะเติบโต เงินเฟ้อก็ควรจะอยู่ 2.5% ต่อปี
”ด้วยค่าเงินเฟ้อที่ต่ำ สิ่งที่เกิดขี้น คือ ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ เอสเอ็มอี ที่มีอัตราการผลิตต่ำ เคยตกลงไปถึงระดับกว่า 50% จากเครื่องจักรเต็มกำลัง 100% ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เฉยๆ เพราะผลิตขายออกไม่ได้ ขณะที่ของก็ถูกแต่ก็ยังขายไม่ได้ ส่วนด้านผู้บริโภค ถ้าของถูกก็ควรจะดีใจ แต่ไม่มีเงิน ดังนั้นจึงเป็นคำถามว่า ของถูกกับไม่มีเงิน กับของแพงขึ้นมาหน่อย แต่มีเงิน” ”นายพิชัย กล่าว

นายพิชัย กล่าวว่า คำตอบก็คือ อยากมีเงินก่อน เพราะฉะนั้น ทางแก้ไขปัญหา (solution) ที่ถูกต้องคือการทำให้มีเงิน ส่วนเราคาสินค้าก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะว่าของแพงยังไง ก็มีสกัดได้อยู่ เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก แต่มีคนอื่นที่เข้ามาเคลื่อนไหวกลไกตลาด ดังนั้น ไม่มีทางใดนอกจาก สู้ให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตให้ได้ แทนการรัดเข็มขัด
นายพิชัย กล่าวว่า ก่อนอื่นเลย ถ้าจะทำให้เครื่องจักรเดินหน้าได้ ก็ต้องอาศัยคนในประเทศ ซึ่งปัญหาที่ถูกพูดถึงคือ เรื่องของหนี้ครัวเรือน ที่สูงในระดับ 90% โดยล่าสุดอยู่ที่ 89% ของจีดีพี ดังนั้น คือคนที่เป็นกำลังของประเทศ โดยเฉพาะครัวเรือน และเอสเอ็มอี มีหนี้ท่วม เพราะฉะนั้น ปัญหาหนี้ คือ จะต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้กับครัวเรือน อย่างน้อยหนี้ไม่ลดหนี้ แต่ภาระการจ่ายลดลง มีโอกาสที่จะจ่ายยาวขึ้น ดอกเบี้ยน้อยลง
นายพิชัย กล่าวว่า ส่วนนโยบายรัฐบาล คือหนี้สาธารณะ ล่าสุดอยู่ที่ 65-66% ของจีดีพี ซึ่งจากเพดานไม่เกิน 70% ของจีดีพี โดยรัฐบาลก็ต้องมีวินัยในการใช้เงิน ง่ายๆคือ ขณะนี้ไทยมีจีดีพี กว่า 19 ล้านล้านบาท ปีหน้าก็น่าจะขยับไปที่ 20 ล้านล้านบาท ดังนั้น 70%ของ 19-20 ล้านล้านบาท ดังนั้นก็ไม่ควรมีหนี้ไม่เกิน 14 ล้านล้านบาท แต่วันนี้ไทยเรามีหนี้กว่า 12 ล้านล้านบาทแล้ว เหลือช่องอีกแค่กว่า 1 ล้านล้านบาทเอง ถึงไม่มีคำพูดว่า ช่องว่างทางการคลังเหลือไม่มากแล้วที่จะดูแลประเทศ

นายพิชัย กล่าวว่า สำหรับที่ผ่านมา ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย เพื่อดำเนินโครงการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับภาคครัวเรือน โดยเฉพาะรถยนต์กระบะ และอสังหาริมทรัพย์ โดยคาดว่าจะได้ความชัดเจนเร็วๆนี้ เพื่อให้ประชาชนอยู่ได้ ขณะที่สถาบันการเงินก็จะมีโอกาสปล่อยสินเชื่อใหม่เข้าไปในระบบมากขึ้น
นายพิชัย กล่าวว่า ขณะที่นโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยก่อนหน้านี้อยู่ที่ 2.5% เป็นระยะเวลานาน แต่ก็มีคนเรียกร้องให้ต่ำอีก ซึ่งคนที่มีหนี้เยอะก็อยากเห็นอัตราดอกเบี้ยต่ำ คนให้เงินให้สินเชื่อก็อยากจะได้ดอกเบี้ยสูง ดังนั้นสภาพคล่องจึงหายไปจากตลาด ปัญหาที่สอง คือคนไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้
นายพิชัย กล่าวว่า โดยการเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ ไม่ได้เป็นเพราะไม่มีสภาพคล่อง หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยมีสภาพคล่องเกิน มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงมาตลอด ขณะที่การลงทุนของไทยก็มีการลงทุนน้อย เราจึงตกอยู่ในฐานะที่เรียกว่า เป็นเศรษฐีที่ไม่มีอนาคต เนื่องจากไทยมีการลงทุนต่ำ


