สอท. คาด ปี 67 จีดีพีฟื้นตัวกรอบ 2.2-2.7% ปลื้มส่งออกโตเกินคาด-ยังห่วงภาคการผลิต
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ถนนพญาไท ราชเทวี กรุงเทพฯ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดงานสุดยอดผู้นำองค์กร ประจำปี 2567 “CEO ECONMASS Awards 2024” โดยมีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลในครั้งนี้ และ ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “เศรษฐกิจไทย โอกาส และความท้าทายในปี 2568” โดยนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วม ภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
นายเกรียงไกร กล่าวว่า กกร. มีความเห็นตรงกันทั้ง 3 คน ในเรื่องของการคาดการณ์จีดีพี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงค่อยๆ ฟื้นตัว ตนและประธานกรรมการอีก 2 ท่าน ได้ติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด และ ทาง กกร. ได้วางตัวเลขไว้ว่า จีดีพีเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะเติบโตประมาณ 2.7% ซึ่งจะอยู่ในกรอบ 2.2-2.7% ซึ่งคาดว่าตัวเลขจะแตะสูงสุดอยู่ 2.8% หรือต่ำสุดคือ 2.6% แต่ถ้าให้ดีกว่าตัวเลข จีดีพีต้องแตะอยู่ที่ 2.7%
นายเกรียงไกร กล่าวว่า จริงๆ แล้วการส่งออกของประเทศไทยในปี 2567 นี้ ถือว่าดีเกินคาด ที่ผ่านมาโตขึ้นถึง 3.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 และเหลือไตรมาสสุดท้ายต้องลุ้นว่าการส่งออกสามารถทำได้ดีหรือไม่ สิ่งที่กังวลในภาคอุตสาหกรรม คือ ดัชนีจีดีพีการผลิตของประเทศไทย มีการลดต่อเนื่องตั้งแต่ ไตรมาสที่ 4 ปี 2565 จนถึงไตรมาส 1 ในปี 2567 ซึ่งไตรมาสที่ 2 ปี 2567 พลิกกลับมาเป็นบวกแค่ 0.2% ขณะที่ตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนสิงหาคม 2567 ติดลบ 1-2%
ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยตัวเลขเดือนกันยายน 2567 ก็ติดลบเช่นกันซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสิ่งที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบคือ การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในราคาที่ถูกมาก และเป็นสินค้าที่ดัมพ์ตลาดที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10-20% กระทบภาคการผลิต 25 กลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งจะมีผลต่อดัชนีการผลิตในประเทศ ดังนั้นภาคการผลิตจึงหวังว่า จะมีมาตรการที่ควบคุมและช่วยไม่ให้มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในราคาที่ถูกทะลักเข้ามาในประเทศไทยมากจนเกินไปจนไปกระทบต่อดัชนีภาคการผลิตในประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม นายเกรียงไกร กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงได้รับอานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 1.8 ล้านล้านบาท จาก 36 ล้านคน และยังเห็นเม็ดเงินจากการลงทุนผ่านยอดขอบีโอไอสูงถึง 7.2 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี ปี 2567 จึงคาดว่า จีดีพี จะอยู่ที่ 2.6-2.8% ช่วงที่เหลืออีก 2-3 เดือน หากโมเมนตัมยังคงเป็นลักษณะนี้ เชื่อว่าจะส่งผลไปถึงปี 2568 ที่ไทยจะได้โอกาสมากขึ้นจากการลงทุน
โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกเน้นไปเรื่องของความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด BCG ซึ่งจะนำไปสู่ Green Industry และสู่ Net Zero ดังนั้นอุตสาหกรรม S-curve และ BCG จะเป็นโอกาสที่ดีของไทย และไทยจะต้องผลิตสินค้าที่โลกต้องการ ผลิตสินค้าที่ไม่ซ้ำกับจีน โดยใช้เรื่องของ Bio นวัตกรรม และ R&D มาเป็นตัวแข่ง นี่คือโอกาสของไทยที่จะแข่งขันในเวทีโลกได้
ทั้งนี้ นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่ควรจะปรับในปี 2568 นั้น ควรปรับโครงสร้างการผลิต ของระบบทั้งหมด และเป็นสิ่งภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับปรุง หลายอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเนื่องจากเรามีประเทศเพื่อนบ้านเป็นคู่แข่งเยอะ และ หลายอุตสาหกรรมก็เริ่มย้ายถิ่นฐานออกจากประเทศไทย การที่เราติดกับดักปัญหานี้เป็นระยะเวลานาน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันลดลง ดังนั้น การที่จะปรับจีดีพีไปสู่ 6-8% ให้ได้เทียบเท่ากับประเทศอื่นนั้น ประเทศไทยจะต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิตในทุกอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น

