เฉลียงไอเดีย : รฟม.จัดสัญจรเยือน‘อู๋หู’
พาชม‘CRRC ALSTOM’ฐานผลิต
รถไฟฟ้าสาย‘ชมพู-เหลือง’
การเดินทางของผู้คนในกรุงเทพมหานคร ประสบปัญหาการจราจรมาอย่างยาวนาน และทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทบต่อการใช้ชีวิต เสียเวลา ค่าใช้จ่าย เกิดโรคภัยไข้เจ็บจากการติดอยู่บนท้องถนนเป็นเวลานานๆ ส่วนหนึ่งมาจากปริมาณยานยนต์บนท้องถนนเพิ่มขึ้น เมื่อคนยังจำเป็นต้องเดินทางด้วยรถยนต์ รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล และรถสาธารณะ ซึ่งระบบขนส่งสาธารณะปัจจุบัน มีการนำรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน หรือรถไฟฟ้ามาให้บริการ ด้วยประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ ทั้งด้านความรวดเร็ว ปลอดภัย มีโครงข่ายเชื่อมโยงเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะอื่น ทำให้การเดินทาง “สะดวก รวดเร็ว” ขึ้น ความนิยมการใช้บริการรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจุบัน กรุงเทพฯมีรถไฟฟ้าให้บริการทั้งบนดินและใต้ดิน รวมทั้งขยายเส้นทางไปยังพื้นที่ชานเมืองหลายเส้นทาง เป็นรถไฟฟ้าสีต่างๆ แต่ละสายมีประชาชนใช้งานจำนวนมากในแต่ละวัน เป็นบริการจาก 2 ค่ายหลัก คือ บีทีเอส หรือบริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในส่วนของ รฟม. ปี 2567 นี้ เปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายใหม่ 2 สาย คือ สายสีชมพู เส้นทางแคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง หรือนคราพิพัฒน์ เส้นทางลาดพร้าว-มีนบุรี เป็นรถไฟฟ้าระบบโมโนเรล หรือระบบรางเดี่ยว ผลิตโดย “บริษัท ระบบขนส่งซีอาร์อาร์ซี ผู่เจิ้น อัลสตอม จำกัด” (CRRC Puzhen Alstom Transportation Systems) หรือ PATS สาธารณรัฐประชาชนจีน
ล่าสุดเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รฟม. โดย นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการ รฟม. ด้านกลยุทธ์และแผน และ นายณัฐภัทริ์ อุณหคงคา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมงาน รฟม. และคณะสื่อมวลชน เดินทางไปดูพื้นที่โรงงานผลิตรถไฟฟ้า รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการแก้ไขระบบล้อที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขล้อประคอง หลังเกิดเหตุการณ์ล้อหลุดจากขบวนรถไฟฟ้าสายสีเหลืองในช่วงต้นปีที่ผ่านมา
การเดินทางครั้งนี้ มีเป้าหมายอยู่ที่เมืองอู๋หู (Wuhu) มณฑลอานฮุย พื้นที่ทางตะวันออกของประเทศจีน ซึ่งเมืองอู๋หูเป็นหนึ่งใน 17 เมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลอานฮุย ตั้งอยู่บนริมแม่น้ำแยงซีเกียง มีประชากรกว่า 3.7 ล้านคน ถือเป็นเมืองที่อยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตรถยนต์อย่าง Chery ส่งออกจำหน่ายรถยนต์ เป็นฐานประกอบอุตสาหกรรม รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และฐานผลิตรถไฟฟ้าที่สำคัญ โรงงาน PATS ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรรมการขนส่งของเมืองอู๋หู ซึ่งผลิตรถไฟฟ้าโมโนเรลให้บริการทั้งในเมืองอู๋หูเอง หลายเมืองของประเทศจีน และในหลายประเทศ รวมทั้งไทย
ผู้บริหารและทีมงานของอัลสตอม เล่าที่มาของบริษัทว่า เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท CRRC Nanjing Puzhen Vehicle Co., Ltd. และ ALSTOM ก่อตั้งในปี 2557 ทุนจดทะเบียน 250 ล้านหยวน มีพื้นที่ทั้งหมด 167,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่โรงงานกว่า 16,000 ตารางเมตร เริ่มสายการผลิตครั้งแรกในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน มีพนักงานราว 1,300 คน ขอบเขตธุรกิจด้านระบบขนส่งมวลชนประเภทรถไฟฟ้าที่อาศัยการเคลื่อนที่ด้วยล้อยาง ตั้งแต่การออกแบบ การผลิตขบวนรถไฟฟ้า บูรณาการระบบและส่งมอบขบวนรถไฟฟ้า โดยขบวนรถไฟฟ้าที่ผลิตมีทั้งระบบขนส่งแบบล้อยางในระดับความจุปานกลาง-ต่ำ ซึ่งรถไฟฟ้าโมโนเรลแบบคร่อมรางก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากนี้ให้บริการอย่างอื่นสำหรับลูกค้า ทั้งการวางแผนและออกแบบ การก่อสร้างโครงสร้างงานโยธา จัดหาระบบไฟฟ้า-เครื่องกล (M&E) การจัดหา เงินทุน การผลิต การติดตั้ง การให้บริการเดินรถและการบํารุงรักษา เป็นต้น
เฉพาะในด้านการผลิตรถไฟฟ้าโมโนเรล PATS ได้ทำสัญญาและมอบขบวนรถไฟฟ้าของโรงงานออกไปแล้วกว่า 10 โครงการ ได้แก่ รถไฟฟ้าของเมืองอู๋หู ทั้ง 2 สาย โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู ของประเทศไทย โครงการระบบขนส่งมวลชน เซาเปาโล ประเทศบราซิล โครงการระบบขนส่งมวลชนไคโร ประเทศอียิปต์
นอกจากนี้ ยังส่งขบวนรถระบบ APM (Innovia APM 300) ได้แก่ โครงการระบบขนส่งมวลชนสาย Shanghai Pujiang, โครงการ Hong Kong Airport Rapid Transit, โครงการ Beijing Capital International Airport Rapid Transit โครงการ Singapore Bukit PanJang line และโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง (BTS Golden line) ของประเทศไทย
“ลูกค้าที่สั่งผลิตขบวนรถไฟฟ้าทั้งระบบโมโนเรล และระบบ APM (ไร้คนขับ) ส่วนใหญ่ 90% เป็นลูกค้าในจีน อีก 10% ส่งออกต่างประเทศ อาทิ ฮ่องกง บราซิล มาเลเซีย เม็กซิโก อียิปต์ สิงคโปร์ และไทย โดยส่วนของไทยเป็นโมโนเรล 2 สาย คือ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สายสีชมพู และระบบ เป็นระบบ APM คือ รถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งโรงงานมีกำลังการผลิตของระบบโมโนเรลมากถึง 300 ตู้ต่อปี ส่วนระบบ APM 100 ตู้ต่อปี ล่าสุด อยู่ระหว่างผลิตขบวนรถไฟฟ้าโมโนเรลส่งให้โครงการระบบขนส่งมวลชนเซาเปาโล ประเทศบราซิล” ผู้บริหารอัลสตอมกล่าวไว้
จากนั้นเจ้าของพื้นที่นำเข้าชมพื้นที่ต่างๆ ภายในโรงงาน ที่มีทั้งสายงานการผลิตและการประกอบขบวนรถไฟฟ้า พื้นที่ทดสอบและตรวจสอบความสมบูรณ์ของขบวนรถภายหลังการประกอบ รางวิ่งทดสอบ รวมทั้งโฟกัสสำคัญ คือ โครงแคร่ขบวนรถและชุดล้อประคอง (Bogie & Guide Wheel Assembly Overview) ที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ที่ผ่านการปรับแก้ สำหรับนำมาตั้งใหม่ในรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำรอยเหตุการณ์ล้อหลุดในครั้งนั้น
ทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่อัลสตอมอธิบายว่า หลังเกิดเหตุกับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ตรวจแล้วพบว่ามาจากหลายปัจจัยที่ไม่สามารถสรุปได้ จึงปรับปรุงล้อประคองตัวใหม่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก โดยติดตั้งตัววัดอุณหภูมิ มีตัวป้องกันหลุด โดยจัดทำ 2 ชุดส่งไปเปลี่ยนให้ทั้งรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู ปัจจุบันติดตั้งในขบวนสายสีชมพูแล้ว อยู่ระหว่างทดสอบใช้งาน ส่วนสายสีเหลืองอยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนเพื่อเปิดใช้งาน
“หลังการติดตั้งล้อประคองแล้วเริ่มใช้งาน จะใช้เวลาทดสอบประมาณ 3 เดือนจนถึงกลางมกราคม 2568 จากนั้นจะถอดออกมาตรวจสอบด้านใน ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่ออกแบบ ไม่มีอะไร ก็จะเปลี่ยนล้อประคองของรถไฟทั้งหมดของสายสีเหลืองและสายสีชมพู ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป” ผู้บริหารอัลสตอมกล่าวเสริม
ทั้งนี้ ผอ.ณัฐภัทริ์ขยายความในส่วนนี้ว่า ชุดล้อประคองแบบใหม่ที่ออกแบบมานั้น มีลักษณะเดิม แต่เพิ่มตัววัดอุณหภูมิที่ล้อเข้าไป เพิ่มนอตตัวใหญ่ยึดแหวนกับตัวแกนชุดล้อ รวมทั้งเพิ่มนอตอีก 6 ตัว เป็นรูปแบบที่จะนำเข้าไปเปลี่ยนทุกล้อ ทุกขบวน ของรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายดังกล่าว
ซึ่งจากการไปดูโรงงาน พบว่า รถไฟฟ้าโมโนเรลที่ใช้ในประเทศไทย เป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล และที่เมืองอู๋หูด้วย ในส่วนประเด็นที่เกิดปัญหากับรถไฟฟ้าสายสีเหลืองของไทย รฟม.กับผู้รับสัมปทานและอัลสตอม ซัพพลายเออร์ของผู้รับสัมปทานร่วมกันแก้ปัญหา ได้เข้าไปดูตัวล้อประคองที่แก้ไขแล้วเสร็จว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้าง ซึ่งเขาทำการปรับเปลี่ยนตัวล้อประคองทั้งส่วนวัสดุภายในตัวดุมล้อ รวมถึงเพิ่มอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิของตัวจารบีภายในตัวล้อ และอุปกรณ์อื่นๆ อีกในทางเทคนิคค่อนข้างมาก
สำหรับส่วนล้อประคองที่แก้ไขแล้ว ถูกนำมาติดตั้งและทดสอบการใช้งานแล้วทั้งสายสีเหลือง และสายสีชมพู เขาจะเก็บข้อมูลจากการวิ่งประมาณ 3-6 เดือน เพื่อกลับไปดูสิ่งที่แก้ปัญหาให้ตรงจุด เชื่อมั่นว่าต่อไปจะไม่มีหล่นลงมาอีก เนื่องจากมีการเพิ่มตัวนอตใหญ่ที่ยึดทั้งเป็นตัวแกน รวมถึงมีตัวนอตล็อกอีก 6 จุดกันหล่น ฉะนั้นปัญหาที่จะหล่นลงมาอีกคงไม่มี รวมทั้งติดอุปกรณ์เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิเข้าไป เนื่องจากในตอนแรกที่ล้อหล่น ได้ตรวจสอบพบว่าตัวจารบีเปลี่ยนสีเพราะโดนความร้อน ดังนั้นการติดตัววัดอุณหภูมิเพื่อดูว่าอุณหภูมิของจารบีสูงหรือต่ำ ถ้าอุณหภูมิสูงถึง 60 องศาเซลเซียส อุปกรณ์เซ็นเซอร์จะส่งสัญญาณเตือนไปยังยังเครื่องรับสัญญาณที่ห้องควบคุมซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยมอนิเตอร์ จากนั้นจะหยุดการเดินรถส่งรถไฟตรวจสอบ ในอนาคตอาจจะเพิ่มการติดกล้องบริเวณประแจสับรางออกจาก Depot (ศูนย์ซ่อมบำรุง) เพื่อดูระยะการเคลื่อนของตรวจล้อว่าผิดจากระยะไหม เหล่านี้จะมอนิเตอร์ไปยังห้องควบคุมการเดินรถ ส่วนของการตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งในแง่งานโยธา วิศวกรรม ที่ผ่านมามีการตรวจสอบอยู่ตลอด
ผอ.ณัฐภัทริ์ยังกล่าวอีกว่า ไทม์ไลน์การซ่อมแซมในส่วนนี้ ทาง EBM (บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้ามหานคร สายนัคราพิพัฒน์ หรือ MRT สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง และ NBM (บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี) จะดำเนินการทดสอบหลังติดตั้งอุปกรณ์ทั้ง 2 ขบวนภายในเดือนตุลาคม และใช้งาน 3 เดือน จากนั้นจะถอดล้อเก่าออกแล้วนำล้อชุดใหม่มาเปลี่ยนภายในปีหน้า 2568 โดยเปลี่ยนทุกขบวน ซึ่งรถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทางนี้ขบวนรถ 72 ขบวน คาดว่าใช้เวลาติดตั้งประมาณ 9 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการ ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการแก้ไขเหล่านี้ ผู้รับสัมปทานและซัพพลายเออร์จะรับผิดชอบ โดย รฟม.ไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่สำคัญรัฐไม่เสียผลประโยชน์
รองผู้ว่าการสาโรจน์กล่าวเสริมว่า จากการดูงานโรงงานอัลสตอม ได้เข้าไปดูในหลายส่วน ทั้งส่วนการประกอบตัวถัง องค์ประกอบตัวรถ อาจไม่เจาะลึก เพราะเป็นเพียงหนึ่งในโรงงาน รวมทั้งเรื่องการแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ในทางเทคนิคว่าไปดำเนินไปถึงไหน โดยเฉพาะเรื่องเทคนิค ที่ผ่านมา รฟม.ประสานกับอัลสตอม และผู้ได้รับสัมปทานเรื่องการแก้ไขมาโดยตลอด ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จเกือบทั้งหมดแล้วไปติดตั้งในตัวรถ
“จากเหตุการณ์ล้อหลุด เรื่องอุบัติเหตุเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ แต่ระบบที่เหมาะสม ที่จะนำมาวิ่งในแต่ละเส้นทางมีความแตกต่างกัน โดยเส้นทางสายสีชมพู-สายเหลือง เป็นลักษณะ Feeder (ระบบขนส่งสาธารณะรอง) ซึ่งรถไฟฟ้าโมโนเรลมีความเหมาะสมเพราะมีขนาดเล็กและราคาถูกกว่า ถ้าไปใช้รถขนาดใหญ่เหมือนสายสีม่วง จะไม่แมตช์กัน และเป็นการลงทุนที่สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนเรื่องความปลอดภัย เราสามารถเพิ่มเงื่อนไขสัมปทานในอนาคตให้มีความกระชับมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รฟม.มีความมั่นใจว่า หลังแก้ไขเรื่องล้อและปรับปรุงด้านเทคนิคเรียบร้อยแล้ว จะมีความปลอดภัย สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างสะดวกรวดเร็วต่อไป”
รองผู้ว่าการสาโรจน์ทิ้งท้ายอีกว่า ในส่วนพื้นที่ภูมิภาค รฟม.กำลังดำเนินการอยู่ใน 3-4 เมือง คือ ภูเก็ต เชียงใหม่ และนครราชสีมา รวมทั้งพิษณุโลก อีกเมืองที่อยู่ระหว่างออกแบบ แต่คงไม่ใช้แบบโมโนเรล ด้วยความเป็นเมืองภูมิภาค การออกแบบจะเป็นระดับดิน หรือใต้ดินเท่านั้น
หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมชมพื้นที่ภายในโรงงานแล้ว คณะผู้มาเยือนยังได้ทดลองขึ้นรถไฟฟ้าโมโนเรลของเมืองอู๋หู ที่สถานีเมิ่งซีลู่ ไห่เยิ่นลู่ และหวินฉงลู่ ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าแบบเดียวกับสายสีชมพูและสายสีเหลืองของไทย ในโปรแกรมยังมีกิจกรรมเยี่ยมชมสถานีรถไฟใต้ดินในมหานครเซียงไฮ้ ที่สถานีรถไฟใต้ดินยู่หยวน (Yuyuan Garden Station) ที่สวยงาม ทันสมัย ภายในประดับไฟเปลี่ยนสีสวยงาม ชมศูนย์การเรียนรู้ระบบรางของนครเซี่ยงไฮ้ ในพิพิธภัณฑ์รถไฟใต้ดิน (Shanghai Metro Museum) ซึ่งจัดแสดงประวัติศาสตร์ยานยนต์ของมหานครเซี่ยงไฮ้ในอดีต ตั้งแต่ยุคที่ใช้รถม้า รถลาก จักรยาน รถยนต์ รถไฟฟ้า รวมทั้งแสดงแบบจำลองรถไฟใต้ดินนานาชาติ รถไฟสายแรกของจีนปี 1863 มาจนถึงรถไฟฟ้าในปัจจุบัน รวมถึงไฮสปีด สะท้อนความก้าวหน้าของเทคโนโลยี มีห้องจำลองการขับขี่สำหรับเด็กๆ ที่เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์จะได้ความรู้และทดลอง
เป็นกิจกรรมปิดท้ายของการเดินทางที่สร้างความประทับใจ เพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะได้เห็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่น่าทึ่งและน่าสนใจในระบบขนส่งสาธารณะแห่งประเทศจีน

