ลุ้นผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ต่อตลาดการเงินโลก-ศก.เอเชีย-ไทย แนะร่วมกลุ่ม BRICS ลดพึ่งพาดอลลาร์ ถ่วงดุลตะวันตก
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจว่า ผลการเลือกตั้งลักษณะใดส่งผลบวกต่อเอเชียและไทยมากที่สุดยังประเมินได้ยาก แต่อาจพอวิเคราะห์ในเบื้องต้นได้ว่า ความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งนำไปสู่ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ส่งผลต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก เกิดการชะลอการลงทุนและการบริโภคเพื่อรอดูความชัดเจน และต้องติดตามว่าหลังประกาศผลเลือกตั้งจะมีความวุ่นวายเช่นเดียวกับ 4 ปีที่แล้วหรือไม่ มีความเสี่ยงของความวุ่นวายหลังการเลือกตั้งหากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แพ้เลือกตั้งด้วยคะแนนสูสีมากๆ อาจจะมีการกล่าวหาเรื่องโกงการเลือกตั้ง การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและมีการชุมนุมประท้วงของมวลชนอาจนำมาสู่ความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อและมีความรุนแรงจะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐและค่าเงินดอลลาร์ได้ แนะนำให้ผู้มีธุรกรรมระหว่างประเทศป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการซื้อเครื่องมือประกันความเสี่ยงประเภท Option
ลุ้นผลเลือกตั้งประธานาธิบดีมะกันชี้สภาสูงสูสีไม่มีอำนาจเด็ดขาด
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า หากผลการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาออกมาในลักษณะพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นทั้งตำแหน่งประธานาธิบดี และครองเสียงข้างมากของรัฐสภาสหรัฐ จะทำให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะมีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับรีกัน หรือคามาลา แฮร์ริส แห่งพรรคเดโมแครต เป็นประธานาธิบดีก็ตาม มีความราบรื่นและสามารถผ่านกฎหมายได้ง่าย ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจเอเชียและไทยอย่างใดอย่างหนึ่งจะชัดเจนกว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาในลักษณะที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมากในสภาคองเกรส กรณีแบบนี้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่จะถูกตรวจสอบถ่วงดุลและไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่
ผลกระทบของนโยบายของรัฐบาลใหม่ต่อตลาดการเงินโลกและเศรษฐกิจจึงมีจำกัด ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา 468 ท่านแบ่งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) 435 ท่าน สมาชิกวุฒิสภา (สภาสูง) 34 ท่าน เวลานี้ ไม่มีพรรคการเมืองพรรคใดคุมเสียงข้างมากเด็ดขาด พรรคเดโมแครตมีเสียงข้างมากในวุฒิสภา (51 ต่อ 49) ขณะที่พรรครีพับลิกัน มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (220-212) ผลของการเลือกตั้งที่เป็นไปได้มากที่สุด ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีก็ตาม รัฐบาลใหม่จะไม่สามารถคุมเสียงเด็ดขาดได้ทั้งสองสภา การผ่านกฎหมายหรือการดำเนินนโยบายจะมีถูกถ่วงดุลและต่อรองไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ตามที่ได้หาเสียงเอาไว้อย่างแน่นอน
ชี้หากทรัมป์ชนะไทยอาจถูกเพ่งเล็งเหตุได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ความวิตกกังวลต่อผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าต่อเศรษฐกิจและระบบการค้าโลกของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะมากเกินไป เพราะสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น ก็คือ นโยบายการขึ้นกำแพงภาษีขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเป็น 100% จากประเทศที่ไม่ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ การขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 60% สำหรับสินค้าจีน หรือการขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 10-20% สำหรับสินค้าทุกประเภทจากประเทศอื่นๆ อาจไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นโดยง่าย
ฉะนั้น ผลกระทบต่อระบบการค้าเสรีของโลกจึงไม่อาจเกิดขึ้นทันที และอาจไม่รุนแรงอย่างที่วิตกกังวลกัน อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่า หากทรัมป์ชนะเลือกตั้งแล้วขึ้นภาษีนำเข้า 60% ต่อสินค้าจีนอาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนอาจลดลงได้ถึง 0.50% ส่วน ไทยนั้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเกินดุลการค้าสหรัฐมาโดยตลอด หากอดีตประธานาธิบดีทรัมป์กลับเข้ามามีอำนาจมีโอกาสที่สหรัฐอาจใช้มาตรการกีดกันทางการค้าต่อไทยเพื่อลดการขาดดุลของสหรัฐ นอกจากนี้ “ไทย” ยังเคยถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาลสหรัฐในสมัยทรัมป์ว่ากดค่าเงินบาทให้อ่อนเพื่อกระตุ้นการส่งออก ซึ่ง “สหรัฐ” มองว่าเป็นการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า นโยบายการปรับลดภาษีทั้งนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลของรัฐบาลทรัมป์ ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายเช่นเดียวกัน เพราะจะถูกถ่วงดุลโดยรัฐสภาที่ไม่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาด และข้อจำกัดเพดานหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาล แต่หากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้า และลดภาษีเงินได้เกิดขึ้น จะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกา หากมีการตอบโต้ขึ้นกำแพงภาษีจากประเทศคู่ค้าจะกดดันต่อปริมาณการค้าโลกให้ชะลอตัวลง ส่งผลลบให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ผู้ผลิตภายในสหรัฐอเมริการและผู้ใช้แรงงานอาจได้ผลประโยชน์ระยะสั้นจากการปกป้องทางการค้า แต่ระยะยาวแล้วอาจไม่เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวม ส่วนผู้บริโภคต้องซื้อของแพงขึ้น
ชี้นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจเกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้น
อีกด้านหนึ่ง นโยบายการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทต่างๆ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์โดยตรง ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและจะเกิดฟองสบู่ของราคาหลักทรัพย์ ราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นผลจากปัจจัยทางนโยบายภาษี ไม่ได้เป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานทางด้านผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นหลัก นอกจากนี้อาจมีการเสนอให้ถอดถอนสถานะการค้าปกติ หรือ PNTR กับจีน ซึ่งสถานะดังกล่าวเป็นประโยชน์สำหรับจีนในฐานะสมาชิกองค์การการค้าโลก การพิจารณาถอดถอนดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการได้โดยง่ายเพราะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังมีนโยบายปรับลดอัตราภาษีธุรกิจลงระหว่างร้อยละ 15-20 จากเดิมอัตราร้อยละ 21 ที่ได้ปรับลดจากร้อยละ 34 ในสมัยที่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการตัดลดการใช้จ่ายภาครัฐของสหรัฐฯและรายจ่ายทางด้านสวัสดิการสังคม
นโยบายด้านภาษีของรัฐบาลแฮร์ริสจะแตกต่างจากรัฐบาลทรัมป์อย่างชัดเจน เนื่องจากพรรคโดเมแครต เสนอให้เพิ่มภาษี แต่เพิ่มการลงทุนในระบบสวัสดิการและระบบโครงสร้างพื้นฐาน มีการวางแผนจะปรับอัตราภาษีธุรกิจเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 28 และเพิ่มภาษีรายได้ธุรกิจที่มีแหล่งรายได้จากต่างประเทศ อีกทั้งยังมีแผนปรับเพิ่มอัตราภาษีทางเลือกขั้นต่ำสำหรับธุรกิจสำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่รายได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐติดต่อกันอย่างน้อยสามปี จากอัตราร้อยละ 15 เป็นอัตราร้อยละ 21 และยังเสนอปรับเพิ่มอัตราภาษีซื้อคืนหุ้นจากเดิมร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 4 กำหนดเพดานการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารบริษัทด้วย
ชี้ถ้าแฮร์ริสมาจะทำให้ฐานะการคลังสหรัฐดีขึ้นจากนโยบายขึ้นภาษี
นโยบายดังกล่าวของรัฐบาลแฮร์ริสอาจมีส่วนช่วยให้ฐานะทางการคลังดีขึ้น การขาดดุลงบประมาณลดลงแต่ไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นและผลประกอบการของธุรกิจขนาดใหญ่เพราะภาษีเพิ่มขึ้นอีก 7% นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตมีนโยบายปรับเพิ่มอัตราภาษีสำหรับกำไรส่วนต่างจากการขายสินทรัพย์ (Capital Gain Tax หรือ CGT) จากเดิมอัตราร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 28 อีกด้วย คาดว่า จะทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐมายังตลาดหุ้นภูมิภาคและไทยมากขึ้น
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า อีกด้านหนึ่ง หากคามาลา แฮร์ริส ชนะเลือกตั้งเป็นผู้นำสหรัฐ จะมีการดำเนินนโนบายตามรัฐบาลโจ ไบเดน ในการตอบโต้ทางการค้าจีนด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรายการเดิมรวมถึงกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่เพิ่งประกาศเพิ่มในช่วงต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในกรณีความขัดแย้งกับประเทศคู่ค้าในกลุ่มสินค้าเหล็กและเครื่องบินพาณิชย์ สหรัฐอเมริกายังให้ความสำคัญกับเวทีพหุภาคีและมีแนวโน้มเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ชี้ไม่ว่าใครจะนั่งประธานาธิบดี “ไทย-อาเซียน” ได้ประโยชน์จากนักลงทุนย้ายฐานผลิต
ประเมินในเบื้องต้น ไม่ว่าจะได้รัฐบาลทรัมป์ หรือรัฐบาลแฮร์ริส ไทยและอาเซียนจะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังภูมิภาคมากขึ้น ส่วนสินค้าส่งออกที่เป็นห่วงโซ่อุปทานเดียวกับจีนอาจได้รับผลกระทบในการส่งออกระดับหนึ่ง การปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าบางตัวจากจีน จะทำให้สหรัฐอเมริกาหันมาใช้จากการผลิตในประเทศมากขึ้น นำเข้าจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและอาเซียนมากขึ้น อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการในการผลิตสินค้าบางประเภทอาจย้ายฐานผลิตมายังไทยและอาเซียนมากขึ้น ทว่าอาจหนีไม่พ้นผลกระทบจากสงครามการค้าเพราะอาจต้องเผชิญกับมาตรการ Anti-Circumvention (มาตรการตอบโต้การค้าไม่เป็นธรรมเพิ่มเติม) เหมือนธุรกิจ ผลิตหรือส่งออก Solar Cells จากไทยหรืออาเซียนเจอตอบโต้ผ่านมาตรการ Anti-Circumvention เนื่องจากมีการย้ายมาผลิต หรือประกอบบางส่วน หรือดัดแปลงบางส่วน หรือส่งออกผ่านประเทศตัวกลางเพื่อเลี่ยงภาษี
รัฐบาลแฮร์ริสจะสานต่อรัฐบาลโจ ไบเดนในการเสริมสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศในเขตแปซิฟิกเพื่อคานอำนาจจีน และมีนโยบายสนับสนุนไต้หวันในการปกป้องอธิปไตยต่อกรณีการรุกรานของจีน หากเปรียบเทียบนโยบายระหว่าง คามาลา แฮร์ริส กับโดนัลด์ ทรัมป์ แล้วพบว่า นโยบายการตอบโต้ทางการค้าจีนของทรัมป์จะเข้มข้นมากกว่า แต่ไทยซึ่งมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศเกินดุลสหรัฐสูงก็อาจจะเป็นเป้าหมายในการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐได้ในอนาคต ดังที่สหรั ได้เคยดำเนินมาตรการกดดันไทย โดยไทยเคยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่สหรัฐเปิดการไต่ส่วนประเด็นการค้าเกินดุลสหรัฐสูง รวมถึงเคยถูกระงับสิทธิ GSP สินค้าไทยทั้งสิ้น 573 รายการ ในช่วงโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นอกจากนี้ นโยบายการไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและการรักษาสิ่งแวดล้อมยังอาจจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้ากลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทยได้
ทรัมป์เมินภาวะโลกร้อนทำสถานการณ์รุนแรงขึ้น
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐยังส่งผลต่อวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศ เพราะรัฐบาลใหม่ (ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมเครต หรือพรรครีพับลิกัน) มีนโยบายในด้านสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันอย่างชัดเจน รัฐบาลแฮร์ริสมีนโยบายให้ความสำคัญกับอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกปัจจัยก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนและวิกฤตการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ สนับสนุน The Inflation Reduction Act (IRA) ให้ใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด มีจุดยืนคัดค้านการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซปิโตเลียมด้วยวิธีการ Fracking ที่ส่งผลกระทบทำให้ชั้นหินแตกตัวซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ตัวประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เชื่อเรื่องภาวะโลกร้อนและปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มองปัญหาเหล่านี้เป็นธรรมชาติของโลก จึงเสนอให้ยกเลิกการให้ภาษีส่วนลดสำหรับการซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และยกเลิกรัฐบัญญัติ IRA ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น โรงงานไฟฟ้าจากพลังงานลม โรงงานไฟฟ้าจากพลังงาน รวมถึงยกเลิกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้ถ่านหินในโรงงานผลิตพลังงาน การปล่อยก๊าซของเสียรถยนต์ และการปล่อยก๊าซมีเทนในอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียม เป็นต้น คาดว่า หากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ปัญหาภาวะโลกร้อนอาจรุนแรงขึ้นเพราะสหรัฐเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด
แฮร์ริสไม่ชี้นำนโยบายการเงินคาดเฟดลดดบ.อีก 4 ครั้งในปีหน้า
รัฐบาลแฮร์ริสไม่มีท่าทีชี้นำนโยบายการเงินและนโยบายดอกเบี้ยของธนาคากลางสหรัฐและสนับสนุนการควบคุมอัตราเงินเฟ้อด้วยกลยุทธ์การควบคุมราคาสินค้า ธนาคารกลางสหรัฐ น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 4 ครั้งรวมทั้งสิ้น 1% ในปีหน้า ขณะที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการดำเนินนโนบายด้านอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐในปัจจุบัน อาจจะมีการกดดันให้การลดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ตลาดการเงินคาดการณ์และมีแนวโน้มสนับสนุนให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าเพื่อสนับสนุนการส่งออก
สงครามการค้ารอบใหม่หลังการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสต่อไทยและภูมิภาคอาเซียน พลวัตของผลกระทบทั้งลบและบวกยังไม่ชัดเจน ต้องรอดูว่า จีนจะมีมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างไร ที่ผ่านมา ประเทศจีนใช้วิธีการอุดหนุนเพื่อให้ภาคการผลิตมีต้นทุนต่ำและบริหารจัดการค่าเงินหยวนให้อ่อนค่ากว่าปัจจัยพื้นฐานมากๆ เพื่อสนับสนุนการส่งออกและดึงให้เศรษฐกิจภายในพ้นจากภาวะเงินฝืดและดูดซับการลงทุนและกำลังการผลิตส่วนเกินจำนวนมาก อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่ต้องประเมิน จะเกิดการตอบโต้ด้วยการขึ้นกำแพงภาษีหรือการใช้มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) เพิ่มเติมระหว่างจีนกับอียู และอียูกับสหรัฐอเมริกาหรือไม่ หากเกิดภาวะดังกล่าวเพิ่มเติมเข้ามาอีก จะทำให้ระบบการค้าเสรีของโลกภายใต้กรอบข้อตกลงขององค์การการค้าโลกและทุนนิยมโลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิมมากยิ่งขึ้น
แนะไทยเข้าร่วมกลุ่มBRICSเพื่อผลดีระยะยาว
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวใว่า ไทยเข้าร่วมกลุ่ม BRICS จะส่งดีต่อไทยในระยะยาว เป็นการดำเนินกุศโลบายต่างประเทศที่ดี เพราะเป็นการเพิ่มการถ่วงดุลในระบบพหุขั้วอำนาจโลก ที่ไม่ใช่ระบบโลกที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำหนึ่งเดียว ถือเป็น Strategic Autonomy ของไทยในแง่นโยบายต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาจะดำเนินนโยบายให้ประโยชน์กับไทยมากขึ้นเพื่อไม่ให้ไปใกล้ชิดกับ ขั้วอำนาจ BRICS มากเกินไป ขณะที่ เวทีก็จะเป็นประโยชน์กับไทยในการเจรจาต่อรองกับชาติตะวันตกและสหรัฐอเมริกา จะเกิดระบบโลกาภิวัตน์ที่เป็นธรรมมากขึ้น
กลุ่ม BRICS นั้น ต้องการปรับสมดุล (ถ่วงดุล) อำนาจทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การถ่วงดุลดังกล่าวจะมีผลต่อดุลอำนาจการเมืองระหว่างประเทศด้วย หากพิจารณาดูเป้าหมายแล้ว จะมุ่งไปที่การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการเศรษฐกิจโลก เพื่อให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้มีบทบาทมากขึ้น การส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ การสร้างกลไกระหว่างประเทศทางเลือก ทั้งในด้านการเงิน การให้ความช่วยเหลือ และการระดมทุน เพื่อการพัฒนา การเข้าร่วมกลุ่ม BRICS จะทำให้ลดพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ ถ่วงดุลชาติตะวันตก De-Dollarization ทำให้ราคาทองคำขาขึ้นยาวนานต่อไป คาดเงินสกุลเอเชียแข็งค่าขึ้น
กรณีเอสเอ็มอีไทยได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดของสินค้าจีนนั้น การเข้าร่วมกลุ่ม BRICS จะทำให้ผลกระทบมากขึ้นหรือไม่ ตามหลักการการค้าเสรีควรเป็นประโยชน์กับผู้เกี่ยวข้องทุกคน หากเป็นการค้าที่เสรี ที่มีความเป็นธรรม หากเราสามารถแข่งขันได้เราจะได้ประโยชน์มากจากการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจการค้า รัฐไทยต้องกำหนดกติกาไม่ให้ขายสินค้าต่ำกว่าต้นทุนมากๆ เป็นพฤติกรรมทุ่มตลาด ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กรายย่อยล้มละลายเลิกกิจการกันหมด ต้องกำหนดเกณฑ์สินค้าให้มีคุณภาพให้ได้มาตรฐาน แต่ไม่ควรไปตั้งกำแพงภาษี หรือใช้การกำหนดโควต้า กีดกัน เพราะถึงที่สุดจะกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมและผู้บริโภค แม้นผู้ผลิตภายในจะได้ประโยชน์จากการปกป้องก็ตาม

