หน้าแรก เศรษฐกิจ สุวัจน์ ลิปตพ...

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ โชว์ไอเดีย‘บูมเศรษฐกิจไทย’

4.11.24 | 10:27 น.
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

มุมมองต่อสถานการณ์ภาพรวมทางเศรษฐกิจประเทศไทย แต่ละภาคส่วนยังมีความเห็นที่แตกต่างกันไป ทั้งมองว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและดีขึ้นอย่างมากในปีหน้า 2568 แต่ไม่น้อยก็แสดงความกังวลว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเข้มแข็งต้องใช้เวลาอีก 2 ปีอย่างน้อยและระหว่างทางอยู่ในภาวะประคองตัว

ล่าสุด “มติชน” ได้สัมภาษณ์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา ตอนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงแนวคิดในการบูมเศรษฐกิจไทย

วันนี้เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจ กำลังเผชิญปัญหาต่างๆ เยอะมาก ทั้งเรื่องปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป เรื่องสงครามการค้า ด้านพลังงาน ปัญหาโลกร้อน รวมถึงด้านเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ไม่ค่อยเป็นใจ เอื้อประโยชน์ หรืออำนวยประโยชน์ให้กับประเทศไทยมากนัก ในมุมมองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ที่ต้องพึ่งการลงทุน พึ่งการส่งออก ไม่ง่าย ภาวการณ์วันนี้ แม้ผ่านโควิด-19 ระบาดมาแล้ว แต่เศรษฐกิจก็ยังซึมๆ กันอยู่ ต้องพึ่งการกู้เงิน เงินก็ยังเฟ้อกันอยู่ ดอกเบี้ยค้างยังจ่ายกันไม่ครบ ภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจด้านการลงทุน ว่าจะไปที่ไหน สงครามจะเกิดขึ้นที่ไหนอีกมั้ย หรือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วมาก เป็นภาวะการผู้ที่จะลงทุนต้องคิดหนัก คิดนานขึ้นแม้ติดต่อพูดคุยแต่ความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ไม่เหมือนเมื่อสมัยก่อน อีกทั้งคู่แข่งขันของประเทศ ด้านการดึงดูดนักลงทุน ประเทศเพื่อนบ้านเขาก็มีความพร้อมกว่าเดิมเยอะ วันนี้เศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งการลงทุน ถือว่าเป็นภาวะที่เหนื่อยสำหรับภาคการลงทุนจากทั่วโลก และเป็นภาพเดียวกับการส่งออกก็เหมือนกัน

ฉะนั้นเศรษฐกิจไทย จะเกิดการลงทุนลำบาก การส่งออกลำบาก ผมก็เห็นว่าที่เหลือจุดแข็งคือการท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวของเมืองไทย เรามีจุดแข็ง เรื่องภูมิประเทศ ธรรมชาติ เรื่องความเป็นคนไทย เรื่องซอฟต์พาวเวอร์ที่รัฐบาลกำลังสนับสนุนวัฒนธรรมของชาติ อาหารการกิน ต่างชาติต้องมองหาอาหารไทยก่อน พูดถึงกีฬา มวยไทยก็ต้องมาก่อน หรือพูดถึงผ้าไหม ก็ต้องผ้าไหมไทย สิ่งประกอบดังกล่าว ทำให้การท่องเที่ยวของไทยโดดเด่น ประกอบกับพื้นฐานการท่องเที่ยวที่ไทยมีอยู่เดิม ต่อปีตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวประมาณ 40 ล้านคน คูณรายจ่าย 5 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป คิดแล้วประมาณ 2 ล้านล้านบาท นี่แค่เฉพาะใช้จ่ายจากคนต่างประเทศอย่างเดียว มีผลต่อจีดีพีประมาณ 15-16 ล้านล้านบาท เทียบกับจีดีพีประเทศการท่องเที่ยวคิดเป็นสัดส่วน 14-15% ถ้าเราขยับการท่องเที่ยวได้จีดีพีไทยจะขึ้นได้อีกเยอะ ผมเชื่อว่าในอนาคตจีดีพีไทยจากท่องเที่ยวจะขึ้นถึง 30-40% ถ้าทำเป็นวาระแห่งชาติเรื่องทำการท่องเที่ยวจริงๆ ว่าจะพัฒนานักท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นอย่างไร หารายได้จากการท่องเที่ยวอย่างไร จะมีโปรดักต์อะไรดึงดูดการท่องเที่ยว

นอกเหนือจากสิ่งที่ไทยมีนอกจากธรรมชาติที่เรามีอยู่แล้ว เมืองไทยเรายังขาดมีสิ่งที่มนุษย์สร้าง ที่เราเรียกว่า แมน-เมด เดสทิเนชั่น (Man-made Destinations) เรายังมีน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เพราะที่ผ่านมาเรามีของที่เป็นธรรมชาติ เรามีตัวตน เรามีวัฒนธรรมที่เป็นจุดขายอยู่แล้ว แต่ต่างชาติเขาสู้เราไม่ได้ เลยต้องสร้างแมน-เมด เดสทิเนชั่น หรือจุดท่องเที่ยวที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง อย่าง ดิสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซล สวนสนุกสวนน้ำ หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ก็อยู่ในคำจำกัดความของแมน-เมด เดสทิเนชั่น ซึ่งเราควรเดินคู่ขนาน นำจุดแข็งการท่องเที่ยวเดิมที่เรามีอยู่ ทำให้ดีขึ้น อย่างที่ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ ทำเรื่องกิจกรรม ส่งเสริมเรื่องกีฬา ผ้าไหม งานประเพณี งานวัฒนธรรม ถือว่าเป็นจุดแข็งที่เรามีอยู่ หรือการดูแลเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ดูแลปะการัง เน้นความสะอาดหาดทราย หรือเน้นป่าอนุรักษ์ เป็นสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว แต่ถ้าจะเพิ่มแมน-เมด เดสทิเนชั่น ซึ่งผมคิดว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งแมน-เมด เดสทิเนชั่น ที่เรายังขาดพวกมารีน่า ทำไมเราไม่มีมารีน่า อย่างอ่าวไทย ไล่มาตั้งแต่จังหวัดตราด มาหยา พัทยา กรุงเทพฯ ชะอำ หัวหิน จนถึงสมุย มีมารีน่าแห่งเดียวคือที่พัทยา ชายฝั่งทะเลเป็นพันกิโลเมตร มีแค่แห่งเดียว ทั้งที่เกาะสมุย เกาะอ่างทอง เป็นที่รู้จักระดับโลกถ้าภูเก็ตมีมารีน่า 5 แห่งจะกลายเป็นแหล่งเที่ยวระดับโลกขึ้นมาทันที

Advertisement

เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ บ้านเราไม่มี อย่างสิงคโปร์ จุดขายด้าน cultured ของกิน วัฒนธรรม เขารู้เราไม่ได้ เขาก็ใช้แมน-เมด เดสทิเนชั่น ใช้เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งผมคิดว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะสร้างโปรดักต์ที่เป็นจุดขาย ถ้าเราสร้าง 2 อย่างทั้งแมน-เมด เดสทิเนชั่น และ cultured Destinations เราจะเป็นประเทศคู่แข่งและประเทศท่องเที่ยวที่คนแข่งกับเรายาก จากจำนวนนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนต่อปี จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พร้อมกับต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไป ไม่ว่าจะถนนมอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง ที่ควรเชื่อมโยงทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้ ตะวันออกและตะวันตก

พูดถึงด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ต้องเข้าใจว่ามีองค์ประกอบหลายอย่างที่อยู่ในนั้น ยกตัวอย่างโครงการวัน แบงค็อก พื้นที่ 100 ไร่ เขาก็ไม่ใช่แค่ศูนย์การค้า ในโครงการวัน แบงค็อก มีทั้งโรงแรม หอประชุม สถานที่จัดคอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การค้า อารมณ์ของโครงการวัน แบงค็อกก็เหมือนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แต่ไม่มีกาสิโน ฉะนั้นต้องมองว่ากาสิโน อย่างในต่างประเทศ เป็นเพียงหนึ่งในกิจกรรมที่อยู่ในเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ สมมุติในนั้นมี 10 กิจกรรม กาสิโนเป็นเพียง 1 ใน 10 กิจกรรม รัฐต้องพูดให้ชัดว่า เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่กำลังทำ มีอะไรอยู่ในนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำกาสิโนคอมเพล็กซ์ แต่ทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แต่มีกาสิโนเป็นหนึ่งอยู่ในนั้น

ผมจึงมองว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เป็นเรื่องที่ดี เป็นการสร้างโปรดักต์ การท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้น ดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ มามากขึ้น จ้างงานมากขึ้น เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไปอยู่ที่ใด เหมือนกระจายความเจริญของประเทศ จากมูลค่าการลงทุนที่สูง ถือว่าเป็นเรื่องสร้างแมน-เมด เดสทิเนชั่นเกิดขึ้น และเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มีส่วนหนึ่งเป็นกาสิโน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องคิดให้รอบคอบว่า การมีกาสิโนในเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ มีผลดีผลเสียอย่างไร เมื่ออยู่ในเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ กติกา เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อภาคสังคม เท่าที่ดู มีมุมที่ทุกคนกังวลเรื่องผลกระทบทางสังคมว่าจะก่อเกิดอาชญากรรมมั้ย ก่อให้เกิดอบายมุขมั้ย ก่อให้เกิดความรู้สึกให้เยาวชนมองเป็นเรื่องปกติมั้ย ฉะนั้น ให้เปิดกาสิโน ต้องดูผลกระทบจากความเป็นห่วงและมีมาตรการอะไรจะบอกว่ากาสิโนจะไม่มีผลกระทบอย่างที่กังวล

สำหรับผม มองภาพใหญ่ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ เป็นประโยชน์ต่อการสร้างพลัง การส่งเสริมท่องเที่ยว มุมกาสิโน เป็นองค์ประกอบ ขึ้นกับกฎหมายออกมาตรการควบคุมและบังคับอย่างไร เพื่อให้สังคมคลายกังวลว่าลูกหลานจะไม่ติดการพนัน ไม่ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ก่อปัญหาอบายมุข เช่นเดียวกับทำเลที่ตั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นของใหม่ เราไม่เคยมีมาก่อน ต้องคิดและศึกษาให้รอบคอบว่า ควรมีกี่แห่งที่ใดบ้าง องค์ประกอบเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าในสภาจะมีการกลั่นกรองอย่างรอบคอบและใช้เวลาอีกระยะ

สิ่งที่อยากให้เน้นจากนี้คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไป ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน อย่างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เป็นการลงทุนโดยรัฐ ไม่รออะไร ผมจำได้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ บอกผมไว้ ถ้าเป็นถนน ต้องทำสิ เพราะถนนเป็นทูตแห่งความเจริญ ถนนไปที่ไหนทั้ง ไฟฟ้า ประปา หมู่บ้าน โรงงาน จะตามไป ฉะนั้น โครงสร้างพื้นฐาน ที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะถนน รถไฟ หรือโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตร ต้องต่อเนื่อง ถ้าไม่มีรถไฟ ไม่มีถนน ไม่มีมอเตอร์เวย์ พื้นที่นั้นใครจะเข้ามาลงทุน เพราะต้องขนส่งสินค้า มีโลจิสติกส์ เมื่อไทยเป็นประเทศท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน ถือว่าสำคัญมากๆ เมื่อก่อนมักระบุว่าการลงทุนทำถนนเพื่อขยายการลงทุน การส่งออก การค้า จูงใจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตอนนี้
อยากให้เติมวัตถุประสงค์ทำถนนเพื่อการท่องเที่ยวด้วย เมื่อเรามีวิชั่นตรงนี้แล้ว จะรู้ว่าควรมีถนน รถไฟ ตรงไหน อะไรควรทำก่อนหรือหลัง เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์นั้น คงต้องศึกษาอีกเยอะ หากทำเพื่อแข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ต้องคิดว่าลงทุนเท่าไหร่ ระยะเวลาร่นการเดินทางเท่าไหร่ เทียบลงทุนคุ้มค่าแค่ไหน รัฐต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าขนส่งเร็วขึ้น ต้นทุนต่ำกว่า ในปัจจุบัน ซึ่งการที่ประเทศไทยมีโครงการใหญ่ ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อภาพลักษณ์ประเทศต่อมุมมองต่างชาติมาไทย จะสร้างการลงทุน และจ้างแรงงาน

หากถามถึงการกระตุกเศรษฐกิจนั้น กระตุกคือการกระตุ้นหลายๆ ครั้ง ผมเห็นด้วยและเห็นว่าตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน ณ วันนี้เครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำ 2 อย่าง คือ ดูแลคนยากจน ช่วยเหลือกลุ่มมีปัญหาและกลุ่มเปราะบาง กับสอง กระตุ้นการท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่ทำได้เร็ว อย่างแรก แจกเงินช่วยลดภาระ เฟสหนึ่งไปแล้ว เฟสสองตามมา คนยากจนมีเงินใช้จ่ายอีกการกระตุ้นใช้การท่องเที่ยว ใช้ความเป็นชาตินิยม กระตุ้นไทยเที่ยวไทยและเพิ่มกระจายการท่องเที่ยวไปเมืองรองให้มากขึ้น รวมกับเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เป็นเครื่องมือให้เศรษฐกิจทำงาน สามารถทำควบคู่กันไป รัฐต้องไม่ให้เอสเอ็มอีจอดรถ ต้องทำให้เขาเดินเครื่องให้เกียร์หมุนเวียน ให้ทำงานและผลิตสินค้า ทำ 3 อย่างพร้อมกันไป จะเห็นภาพกระตุ้นเลย หัวใจ คือ อย่าหยุดเต้น หยุดเต้นคือหยุดผลิตหยุดจ้าง ไม่มีสินค้าขาย ซึ่งเอสเอ็มอีเป็นส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ

ในส่วนการท่องเที่ยว มันเร็ว รายได้ท่องเที่ยวมันไปถึงมือ เป็นกำลังลงระบบรากหญ้าได้เร็ว ฉะนั้น การท่องเที่ยวไม่ต้องรอความเชื่อมั่น ไม่ต้องว่า รัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ เมื่อกลุ่มท่องเที่ยวเขามั่นใจ ระยะยาว เขาจะซื้อตั๋วมาเลย ขอให้มีอาหารอร่อย มีความปลอดภัย วาระแบบนี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็ว สามารถทำได้ แบบเดิม คือ คนละครึ่ง เที่ยวด้วยกัน ไทยเที่ยวไทย ลดภาษี ดูจากช่วงเกิดโควิด เราก็ฟื้นตัวได้ด้วยมาตรการดีๆ เหล่านั้น กระตุ้นหลายทาง กระตุ้นได้บ่อย เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นในภาวะเปราะบางเรื่องเศรษฐกิจ ในภาวะยังไม่เฟรมยังไม่นิ่ง การส่งออกเผชิญกับปัญหารอบด้าน ฉะนั้น อัดเม็ดเงินเข้าประเทศง่ายสุด คือ ชวนมาเที่ยว ช้อป กิน ที่เมืองไทย เป็นเบสิก

ด้านการลงทุน ต้องคิดมากติดนาน มีปัจจัยมาก ดังนั้น การท่องเที่ยวง่ายที่สุด และเงินหมุนเวียน อำนาจทะลุทะลวงเข้าระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมีมากกว่า เพราะไปสู่ชนบท คนจน ทุกอาชีพ ทุกตารางนิ้ว และไปด้วยความรวดเร็ว ไม่ต้องรอความเชื่อมั่น ท่องเที่ยวเร็วสุดที่มากอบกู้เศรษฐกิจวันนี้

เรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบ มองว่ากระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำกันไป การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องทำควบคู่ อย่าให้ทุกคนจมน้ำ ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเมื่อเขาขึ้นจากจมน้ำ แล้วอยู่ได้ แก้ปัญหาการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จากนี้จะเดินหน้าอย่างไร ต้องดูว่าอะไร คือ แฟล็กชิป อะไรเป็นเรือธง เศรษฐกิจไทย เช่น มองการท่องเที่ยวเป็นเรือธง ต้องมองว่าอะไรมารองรับภาคท่องเที่ยว หรือมองว่าปัญหาเรื่องหนี้สินเป็นเรื่องใหญ่ มันสูงอย่างนี้ จะทำให้หนี้รัฐบาล หนี้ครัวเรือน กำลังซื้อตก สินทรัพย์ลดลง หรือปัญหาเอ็นพีแอลตามมา เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องวางแผน การแก้ลดหนี้ครัวเรือนกันอย่างไร ต้องแก้ปัญหาในเรื่องโครงสร้าง ภาวะเฉพาะหน้าก็ทำไป แต่ปัญหาโครงสร้าง เรื่องหนี้ครัวเรือน หนี้รัฐบาลจะทำอย่างไร หรือเศรษฐกิจหนักที่เราจะมูฟในช่วง 4 ปี จะพึ่งอะไร พึ่งเกษตร อาหาร ท่องเที่ยว ต้องทำสิ่งนั้น