ลมหนาวเริ่มพัดผ่านหลายจังหวัดในประเทศไทย เป็นสัญญาณเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น หรือ ฤดูการท่องเที่ยวส่งท้ายปี ดังนั้นทุกหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธุรกิจภาคเอกชนด้านท่องเที่ยว ทยอยเปิดตัวแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวกันอย่างคึกคักมาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
หนึ่งในนั้น ททท. เปิดตัวแคมเปญสุขทันที ปลายปีเที่ยวไทย
ใช้กลยุทธ์ Celebrity Marketing จัดทำภาพยนตร์โฆษณาโดยดึงเซเลบริตี้ 4 คนดังครอบคลุมนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย มาเชิญชวนให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูแห่งการท่องเที่ยวนี้ ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์และออฟไลน์ มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง ได้แก่ กลุ่ม Active Senior กลุ่ม Multi Generation กลุ่ม Gen Woman และกลุ่มเจนแซด เพื่อสร้างกระแสการท่องเที่ยวช่วงปลายปี อีกทั้งได้รวบรวมโปรโมชั่นส่วนลดสุดพิเศษสำหรับสินค้าและบริการท่องเที่ยว สร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่า พร้อมดึงกลุ่มตลาดศักยภาพให้หันมาเที่ยวเมืองไทยแทนการเที่ยวต่างประเทศ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย อันนำไปสู่การสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปลายปีมากยิ่งขึ้น
คาดหวังว่าจะสามารถเป็นแรงส่งสำคัญ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศตามสไตล์และความชื่นชอบของตนเอง และส่งเสริมให้เกิดกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเดินท่องเที่ยวของประเทศไทย เนื่องจากมีอากาศที่เย็นสบายขึ้น มีกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่หลากหลายสามารถเลือกได้ตามความชอบ อาทิ การท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ ที่มีดอกไม้ประจำถิ่นผลิดอกสวยงาม เช่น ป่าต้นนางพญาเสือโคร่ง ที่ออกดอกสีชมพูสดใส ทั้งที่ จ.เชียงใหม่ จ.เลย และ จ.เพชรบูรณ์ ดอกไม้ป่าที่บานผลานหินในภาคอีสาน โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี ใบไม้เปลี่ยนสีของป่าที่ต่างๆ รวมถึง ทะเลหมอกยอดเขา สายหมอกที่ลอยเหนือผิวน้ำพระอาทิตย์ขึ้นและตก ที่จะสวยเป็นพิเศษ
แคมเปญนี้ ออกมาพร้อมโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วมใหญ่โดยเฉพาะภาคเหนือ อย่าง “แอ่วเหนือคนละครึ่ง” พอดิบพอดี ยิ่งมาเจอกับอากาศที่เริ่มเย็นลงแล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถออกเดินทางเที่ยวไทย เพื่อชื่นชมความงามและอากาศดีๆ ได้มากขึ้น โดยโครงการ จะมอบส่วนลด 50% ของการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการในสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ รวมมูลค่าไม่เกิน 400 บาท จำนวน 10,000 สิทธิ ให้แก่นักท่องเที่ยว (1 คน/1 สิทธิ) ผู้ที่ลงทะเบียนก่อนได้รับสิทธิก่อน นักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ ณ โรงแรมที่เข้าพักที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด
นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ ถือว่าหนักที่สุดในรอบ 50 ปี ของจังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว นับว่าเป็นรายได้หลักของจังหวัด ภายหลังจากเหตุการณ์คลี่คลายลง เชียงใหม่ได้ระดมกำลังทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ประชาชน และจิตอาสา เร่งฟื้นฟูพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ และในตอนนี้จังหวัดเชียงใหม่พร้อมแล้ว จะต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง โดยช่วงปลายปี จังหวัดเชียงใหม่ จะจัดกิจกรรม เทศกาล งานประเพณี ที่น่าสนใจ อาทิ งานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ มหกรรมดนตรีเชียงใหญ่เฟส เทศกาลงานออกแบบ Chiang Mai Design Week งานวิ่งเมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน และงาน Amazing Chiang Mai Countdown 2025 และอีกมากมาย คาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กระตุ้นการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ให้ฟื้นตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ขณะที่ อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ เพื่อสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทาง ตลอดจนแสดงถึงความพร้อมและศักยภาพของภาคเหนือ ททท. จัดงานเหนือพร้อมเที่ยว ส่งเสริมให้เกิดการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นๆ สู่ภาคเหนือ และได้นำผู้ประกอบการจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 200 คน ร่วมอัพเดตสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว และเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวด้วย โดยคาดว่าสิ้นปี 2567 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่ภาคเหนือ 22.13 ล้านคน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวกว่า 164,106 ล้านบาท
ภาคเอกชนอย่าง ละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ และที่ปรึกษาคณะกรรมการสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมเชียงใหม่ช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะย่านช้างคลานรวมกว่า 10 โรงแรม คิดเป็นห้องพักกว่า 1,500-2,000 ห้อง ที่ต้องปิดทำการเพื่อฟื้นฟูซ่อมแซมให้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง โดยได้ทำการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น พบว่า นักท่องเที่ยวเริ่มหายไป ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนกันยายน ยาวถึงสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม ก่อนเริ่มกลับปลายเดือนตุลาคม
“คาดหวังว่าในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปีนี้ เข้าสู่ไฮซีซั่นฤดูหนาว และมีเทศกาลลอยกระทง ประเพณียี่เป็ง หนึ่งในไฮไลต์ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมาเยือนเชียงใหม่ จะหนุนอัตราการเข้าพักฟื้นตัวสู่ระดับไม่น้อยกว่า 80% ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบที่เกิดขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะการมีแคมเปญเข้ามาช่วยหนุนความสนใจ ทั้งแอ่วเหนือคนละครึ่ง หรือ เหนือพร้อมเที่ยว เป็นตัวเสริมความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวในการเดินทางมาภาคเหนือมากขึ้น” ละเอียดกล่าว
ละเอียดกล่าวเสริมว่า เดือนพฤศจิกายนนี้ ถือเป็นเดือนที่ภาคเหนือจะเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แบบเต็มตัวแล้ว หากบรรยากาศคนในพื้นที่ทยอยปรับดีขึ้น คนออกมาทำกิจกรรมตามปกติได้มากขึ้น มีนักท่องเที่ยวเห็นใจเข้ามาเที่ยวมากขึ้น ทั้งตลาดไทยเที่ยวไทยและต่างชาติเที่ยวไทย เราน่าจะพอเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะเหนื่อยเอาเรื่องอยู่มาก เพราะภาคเหนือถูกกระทบจากวิกฤตฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในช่วงต้นปี ผู้ประกอบการรอให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวมาตั้งแต่ไตรมาส 2-3 (เมษายน-กันยายน) ที่ผ่านมา พอเข้าไตรมาส 4 (ตุลาคม-ธันวาคม) เหนือมาเจอวิกฤตน้ำท่วมอีก ทำให้ความหวังที่ธุรกิจจะเดินหน้าต่อไปได้ดีขึ้น อาจต้องเหนื่อยต่ออีก เพราะภาคประชาชนต้องร่วมมือกัน ช่วยเหลือตัวเองก่อน เพราะรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอาจ
“สิ่งที่คาดหวังจะเห็น คือ รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเข้ามาพัฒนาเป็นโครงการระยะกลางและยาว แก้ปัญหาวิกฤตน้ำ และฝุ่นได้ เพื่อการันตีให้ผู้ประกอบการและประชาชนเชื่อมั่นว่า ปี 2568 และปีถัดๆ ไป เราจะไม่เจอวิกฤตแบบเดิมซ้ำแล้ว ทั้งน้ำท่วมและฝุ่นพิษ ขณะนี้ระยะเวลาที่มีปัญหาเรื่องฝุ่นปาเข้าไป 90 วันแล้ว จากเดิม 2-3 สัปดาห์เท่านั้น เพราะหากภายใน 1 ปี ภาคเหนือต้องเจอวิกฤต 2 ครั้ง กินเวลา 2-3 เดือนแบบนี้ ก็ดูหนักหนาสาหัสกับเราเกินไป” ละเอียด ทิ้งท้ายถึงภาครัฐ

