เงินเฟ้อไทย ต.ค.โตต่ำแค่ 0.83% เข้าไฮซีซั่นท่องเที่ยว-ตั๋วแพง ดันเงินเฟ้อโค้งสุดท้ายพุ่ง1-1.5%
วันที่ 6 พฤศจิกายน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค(เงินเฟ้อ)ทั่วไป เดือนตุลาคม 2567 เท่ากับ 108.61 เทียบกับเดือนตุลาคม 2566 สูงขึ้น 0.83% และลดลง 0.06% จากเดือนกันยายนปีนี้ ปัจจัยมาจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะผักสดและผลไม้สด ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลและค่ากระแสไฟฟ้า ปรับสูงขึ้น เนื่องจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน และการที่รัฐมีมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมากกว่าปีนี้ ขณะที่ราคาแก๊สโซฮอล์ลดลงตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

ทั้งนี้ สินค้าที่ใช้คำนวนเงินเฟ้อ 430 รายการในเดือนตุลาคม มีราคาเพิ่มขึ้น 265 รายการ ไม่เปลี่ยนแปลง 51 รายการ และราคาลดลง 114 รายการ โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น1.95 % จากราคาสินค้ากลุ่มอาหารสด อาทิ ต้นหอม กะหล่ำปลี ผักชี เงาะ กล้วยน้ำว้า มะม่วง ไก่สด ไข่ไก่ เนื้อสุกร และข้าวสารเจ้า กาแฟผงสำเร็จรูป
และกลุ่มเครื่องประกอบอาหาร ส่วนที่ราคาลดลง อาทิ ไก่ย่าง มะนาว น้ำมันพืช หัวหอมแดง กระเทียม ปลาทู และอาหารโทรสั่ง เป็นต้น ขณะหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.04% จากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน เป็นต้น
ส่วนราคาลดลง อาทิ แก๊สโซฮอล์ ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี) เป็นต้น
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน(หักกลุ่มอาหารและพลังงาน) สูงขึ้น 0.77 % และทรงตัวเท่าเดือนกันยายน 2567 ที่สูงขึ้น 0.77% ทำให้ช่วง 10 เดือนแรก 2567 เงินเฟ้อทั่วไป สูงขึ้น 0.26% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน สูงขึ้น 0.52% เมื่อเทียบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนกันยายน 2567 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยสูงขึ้น 0.61 % คงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 20 จาก 140 ประเทศที่เก็บข้อมูล และต่ำเป็นอันดับ 2 รองจากบรูไน ในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 9 ประเทศ
“แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2567 สูงขึ้นเฉลี่ย 1.0-1.5 % และทั้งไตรมาส 4 จะสูงขึ้น 1.12% โดยยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีนี้ ในกรอบสูงขึ้น 0.2-0.8% หรือค่ากลาง 0.5% ส่วนทิศทางเงินเฟ้อปี 2568 อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ต่างๆ อาทิ นโยบายการหลังเลือกตั้งสหรัฐ และมาตรการรัฐจากนี้” นายพูนพงษ์ กล่าว

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้ออาจสูงขึ้นในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปีนี้ ได้แก่ 1. ราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ ที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเฉลี่ยที่ 30 บาทต่อลิตร 2. ค่ากระแสไฟฟ้าภาคครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำปีก่อน เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่ากระแสไฟฟ้าของภาครัฐในปีนี้น้อยกว่าปีก่อน 3. สินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน ปรับตัวที่สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว
ขณะที่ปัจจัยมีผลต่อเงินเฟ้อลดลง ได้แก่ 1. ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า ที่เดือนพฤศจิกายน 2566 มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจุบันเฉลี่ยใกล้เคียงกับ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ปรับตัวลดลง ซึ่งเชื้อเพลิงจะมีน้ำหนักในเงินเฟ้อประมาณ 10% แต่อัตราราคาลดลงมากกว่าปีก่อน 2. ราคาผักสดกลับเข้าสู่ระดับปกติ เนื่องจากผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวของอุทกภัยและน้ำท่วมหนักในบางพื้นที่สิ้นสุดลง และ 3. คาดว่าผู้ประกอบการค้าส่ง – ค้าปลีกรายใหญ่ แข่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดช่วงปลายปี
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนตุลาคม 2567 อยู่ที่ 52.9 จาก 51.6 ในเดือนก่อนหน้า เป็นการปรับเพิ่มมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 44.8 จาก 43.1 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ระดับ 58.3 จาก 57.2 สาเหตุทำให้ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจาก 1.การดำเนินนโยบายที่เร่งแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่ประชาชนให้ความสำคัญมากสุดถึง 48% โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ (เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท) ช่วยส่งเสริมการบริโภคในประเทศ 2. การส่งออกขยายตัวดีตามความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่เพิ่มขึ้น และ 3. การทยอยลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ช่วยผ่อนคลายความกังวลด้านการเงินให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สะท้อนจากสงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง เป็นปัจจัยกดดันที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

