หน้าแรก เศรษฐกิจ ม.หอค้าชี้ ‘ท...

ม.หอค้าชี้ ‘ทรัมป์’ คัมแบ๊กห่วงสงครามการค้าเดือดทุบศก.โลก กระทบส่งออกไทย

6.11.24 | 15:34 น.

ม.หอค้าชี้ ‘ทรัมป์’ คัมแบ๊กห่วงสงครามการค้าเดือดทุบศก.โลก กระทบส่งออกไทย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การเลือกตั้งสหรัฐ ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ และนางคามาลา แฮร์ริส โดยหากทรัมป์เป็นประธานาธิบดี และมีโอกาสเป็นไปได้สูง สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือ การทำสงครามการค้าระหว่างจีน พิจารณาจากในช่วงที่ผ่านมา มีการทำสงครามการค้าในยุคทรัมป์ เมื่อโจ ไบเดนเข้ามา ก็ไม่ได้ลดกำแพงภาษีสินค้าจากจีนลงเช่นกัน เพียงแต่หากทรัมป์เข้ามาจะมีความชัดเจนในการขึ้นกำแพงภาษีมากขึ้น อาทิ ขึ้นภาษีจากจีน 60% ทุกประเทศ 10% ซึ่งการกีดกันทางการค้าไทยจะได้ผลกระทบในเชิงลบ ทั้งการส่งสินค้าไปในสหรัฐที่แพงขึ้น ส่งไปจีนลดลง เพราะถูกกระทบจากสหรัฐงดนำเข้าสินค้าจากจีน การส่งออกไทยไปจีน และอื่นๆ ย่อตัวลง เศรษฐกิจโลกอาจโตต่ำกว่าบ้าง จากการตั้งกำแพงภาษีที่จะเกิดขึ้น

“เชื่อว่าประเทศไทยน่าจะปรับตัวได้ และมีกลไกสำคัญในการรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ โดยการเลือกตั้งสหรัฐ ไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ไม่น่าจะมีผลกระทบรุนแรงจนทำให้ไทยปรับตัวไม่ได้ แต่ความไม่ชัดเจนจากนโยบายสหรัฐที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะทรัมป์ ที่จะทำนโยบายจากแนวคิดที่นึกจะเลี้ยวหักศอก ยูเทิร์น หรือตั้งกฎขึ้นมาเอง จะทำได้แบบเต็มที่ จึงทำให้ทั้งโลกกังวลว่า หากทรัมป์ขึ้นมา จะทำให้เศรษฐกิจโลกโตช้ากว่าแฮร์ริส ที่น่าจะพยายามประคองและไม่ทำให้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงมากนัก” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า กรณีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงิน 1 หมื่นบาทให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของประชากรไทยทั้งประเทศ โดยมีการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับเงินหมื่น 21.6% ไม่ได้รับ 78.4% พบว่า คนส่วนใหญ่ยังใช้เงินไม่หมด 52.7% ใช้หมดแล้ว 47.3% การใช้จ่ายส่วนใหญ่ เน้นที่การซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภค 96% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 72.3% น้ำมันเชื้อเพลิงหรือแก๊สสำหรับรถ 57.2% แก๊สหุงต้ม 54.3% ใช้หนี้เก่า 52% เครื่องใช้ไฟฟ้า 42.8% ยารักษาโรค 38.7% เก็บออม 20.8% ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล 19.1%

นายธนวรรธน์กล่าวว่า เม็ดเงินถูกอัดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถกระตุกกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เนื่องจากมีสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้คนที่ได้รับเงินหมื่น นำเงินไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ อาทิ ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาชดเชยของที่เสียไป น้ำท่วมจึงเป็นภาพของการที่คนรู้สึกสูญเสียรายได้ ไม่อยากจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ความเสียหายอยู่ที่ 5-6 หมื่นล้านบาท จึงดูดเงินแสนล้านบาทที่ใช้ในการแจกเงินไปมากพอสมควร ทำให้เศรษฐกิจไม่ถูกกระตุกกระตุ้นมากเท่าที่ควร เนื่องจากการแจกเงินไม่ใช่เต็มโครงการ จำนวน 50 ล้านคนเหมือนตอนแรก และมีสถานการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นด้วย ทำให้ยิงกระสุนเข้าไปแล้ว ได้นกแค่ครึ่งตัว กระสุนไม่ได้มีประสิทธิภาพพอ กึ่งด้าน ไม่สามารถจุดประกายเศรษฐกิจได้

Advertisement

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ในช่วงถัดไป จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรฐกิจเสริมในช่วงปลายปี 2567 นี้ และไตรมาส 1/2568 ตามที่ภาคเอกชนเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง เพราะแรงเหวี่ยงของเศรษฐกิจ หรือโมเมนตัมในช่วงฟื้นตัวขึ้นเริ่มปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว เพราะน้ำท่วมคลายตัว จากที่ดูดซับเม็ดเงินความเสียหาย ไปกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท โดยหากรัฐบาลใช้โครงการลดหย่อนภาษีเข้ามาช่วย จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องสูญเสียงบประมาณเลย แม้เสียรายได้จากการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ได้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2568 ก่อนถึงช่วงสงกรานต์ หากรัฐบาลใช้มาตรการคนละครึ่งเข้ามาช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ประมาณ 5 หมื่นล้าน เศรษฐกิจจะถูกอัดด้วยเม็ดเงิน 1 แสนล้านบาท มีโอกาสผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปี 2568 เติบโตได้ที่ 3-3.5%

“หากค่าเงินบาทรักษาระดับทรงตัวไม่ได้แข็งมาก เป็นส่วนทำให้ส่งออกดีขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวกลับมา หลังจากเจอน้ำท่วมทำให้คนกังวลน้ำท่วมจนเดือนกันยายน-ตุลาคม การท่องเที่ยวไม่ได้เด่นมาก แต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม การท่องเที่ยวน่าจะโดดเด่นมากขึ้น รวมถึงมีข้าวออกสู่ตลาด เม็ดเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ราคาข้าวดี เกิดแรงส่ง 3 ประสาน ได้แก่ 1.ส่งออกดี 2.ท่องเที่ยวเด่น และ 3.เกษตรกรมีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรมากขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว