กกร.หนุนรัฐบาลออกมาตรการแก้หนี้รถ-บ้าน-เอสเอ็มอี จ่อคุยธปท. 14 พ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.สนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ตามที่สมาคมธนาคารไทย กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้งรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ที่มีภาระหนี้สูง และประสบความยากลำบากในการชำระหนี้

นายสนั่นกล่าวว่า นอกจากนี้ กกร.ได้เตรียมประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ที่ธปท. ซึ่งหารือในเรื่อง นโยบายทางการเงินต่างๆ อาทิ ดอกเบี้ยนโยบาย อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน
นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในครั้งนี้ รัฐบาลมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยสินเชื่อบ้าน วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่อาศัย ไม่เน้นบ้านเก็งกำไร สินเชื่อรถยนต์ ราคาไม่เกิน 7 แสนบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน และสินเชื่อเอสเอ็มอีรายเล็ก ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย และมีปัญหาเริ่มค้างชำระอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567

“กลุ่มลูกหนี้ที่เข้ามาตรการจะเป็นกลุ่มเปราะบางเริ่มมีสัญญาณผ่อนชำระไม่ไหว ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ตามประกาศของเครดิตบูโร โดยเราคัทออฟ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 และเป็นหนี้ไม่เกิน 1 ปี เพื่อป้องกันปัญหาการไม่จ่ายหนี้ หรือ Moral Hazard และจะเปิดลงทะเบียนลูกหนี้ผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย ”นายผยง กล่าว
นายผยงกล่าวว่า ทั้งนี้ ทางรัฐบาลจะต้องมีมาตรการในการดึงทุกภาคส่วนเข้าสู่ระบบรวมถึงฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เพื่อให้ทุกฝ่ายทราบถึงภาระและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้ ไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้เกินกำลังหรือเกินความจำเป็น และเพื่อให้มีข้อมูลในการให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุด เหมาะสมและเป็นธรรม ลดรอยรั่วที่เป็นต้นทุนแฝงในระบบ เช่น การเสริมทักษะแรงงาน เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

นายผยงกล่าวว่า สำหรับแหล่งเงินทุนในมาตรการจะมาจาก 2 ส่วนคือ การลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ทั้งระบบเหลือ 0.23% จากเดิม 0.46% ต่อปี และเงินสนับสนุนจากภาคธนาคาร ซึ่งขึ้นอยู่กับลูกหนี้ของแต่ละธนาคาร โดยเม็ดเงินความช่วยเหลือภาพรวมอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี โดยรายละเอียดของมาตรการทาง ธปท.และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาและจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป แต่คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะเริ่มได้ภายในต้นปี 2568 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

