หน้าแรก เศรษฐกิจ รถไฟฟ้าสายสีส...

รถไฟฟ้าสายสีส้ม บูมที่ดิน ‘รามคำแหง’ ราคาพุ่งกระฉูด ฮือฮาขายยกแปลง 45 ไร่ 6,398 ล้าน

6.11.24 | 20:56 น.

รถไฟฟ้าสายสีส้ม บูมที่ดิน ‘รามคำแหง’ ราคาพุ่งกระฉูด ฮือฮาขายยกแปลง 45 ไร่ 6,398 ล้าน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจถนนรามคำแหง ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออกจากศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ที่ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปลายปี2570หรือต้นปี 2571 ในขณะที่ปัจจุบันมีเจ้าของที่ดินได้นำที่ดินมาประกาศขายหลายแปลง โดยตั้งราคาขายตั้งแต่ 220,000-300,000 กว่าบาทต่อตารางวา(ตร.ว.) หรือเฉลี่ยไร่ละ 100 ล้านบาทขึ้นไป ล่าสุดมีเจ้าของที่ดินรายหนึ่งนำที่ดินเนื้อที่กว่า 45 ไร่ ติดถนนรามคำแหงและใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าลำสาสี ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างสายสีส้มกับสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง มาประกาศขาย โดยตั้งราคาขายที่ 350,000 บาทต่อตร.ว. คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6,398 ล้านบาทหรือไร่ละ 140 ล้านบาท

นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออก จะส่งผลต่อพื้นที่ตามแนวเส้นทางมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบัน โดยเฉพาะราคาที่ดินที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ได้ปรับสูงขึ้นไปแล้วตั้งแต่เริ่มมีการก่อสร้างโครงการ โดยปัจจุบันถนนรามคำแหงราคาที่ดินซื้อขายในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 150,000-250,000 บาท ต่อตร.ว. แต่หากอยู่ในบริเวณเป็นจุดตัดสถานีรถไฟฟ้า เช่น สถานีลำสาลี ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 300,000-400,000 บาทต่อตร.ว.

นายภัทรชัยกล่าวว่า ในขณะที่ราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ในรอบปี 2566-2569 ถนนรามคำแหงราคาอยู่ที่ 110,000-170,000 บาทต่อตร.ว. โดยเติบโต 6.25-40.12% ในรอบ 10 ปี เมื่อเทียบกับปี 2555-2558 ที่ราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ 78,500-160,000 บาทต่อ ตร.ว. อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวดี อาจจะทำให้การซื้อขายที่ดินขนาด 3-5 ไร่และราคาไม่สูงมาก ที่สามารถนำไปพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมได้ น่าจะมีโอกาสขายได้สูงกว่าที่ดินแปลงใหญ่ เนื่องจากผู้ที่ซื้อไปต้องใช้เงินลงทุนสูงและพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสถึงจะคุ้มกับการลงทุน อย่างที่ดินขนาด 45 ไร่ ที่กำลังประกาศขายในราคากว่า 6,300 ล้านบาท มองว่าด้วยต้นทุนที่ดินค่อนข้างสูง ดังนั้นผู้ที่ซื้อไปจะต้องมีการลงทุนอย่างน้อย 20,000 ล้านบาทขึ้นไปและต้องพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสถึงจะตอบโจทย์

Advertisement