‘พิชัย’ กำชับพณ.ต่อยอด 5 นโยบายเร่งด่วนรบ. ‘อิ๊งค์’ ชี้ ‘ทรัมป์’ มาไม่กระทบส่งออก-นำเข้า เร่งชวนต่างชาติลงทุนไทยปั๊มส่งออกโต 4-5%
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่กระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามนโยบายและขับเคลื่อนมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 58 แห่งทั่วโลก และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 72 จังหวัดว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และทูตพาณิชย์ เตรียมรับมือ พร้อมแสวงหาโอกาสในการเพิ่มการค้าและการลงทุน หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะส่งผลต่อนโยบายการค้าของโลก และไทยต้องเร่งหาโอกาสด้านการค้า-การลงทุน
“วันนี้เป็นการประชุมติดตามนโยบายและขับเคลื่อนมาตรการเร่งด่วนนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) เพื่อให้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งขอขอบคุณข้าราชการกระทรวงทุกท่านที่ทำงานอย่างหนักตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งภารกิจในประเทศและต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศของเราพัฒนาต่อไปให้ได้ และวันนี้ได้มีการติดตาม 10 นโยบายสำคัญเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัดทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งหาโอกาสด้านเศรษฐกิจ การค้า-การลงทุนให้กับประเทศ” นายพิชัยกล่าว

นายพิชัยกล่าวว่า สำหรับการรับมือการเปลี่ยนแปลงผู้นําของสหรัฐ ได้มีการวิเคราะห์กันว่า หลังจากนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง จะส่งผลกระทบกับไทยอย่างไรนั้น ตนเชื่อว่าไทยจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ โดยที่ไทยต้องวาง position ตัวเองให้ดี จากข้อมูลตัวเลขในอดีตที่ผ่านมาเห็นชัดเจนว่า ตัวเลขการส่งออกสินค้าไทยหลายรายการเพิ่มขึ้น เป็นผลจากสงครามการค้า ที่ทำให้การนําเข้าสินค้าจีนของสหรัฐลดลงอย่างต่อเนื่อง และสินค้าของไทยได้ไปทดแทนการนำเข้าสินค้าค่อนข้างเยอะ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าไทยจะสามารถเพิ่มการส่งออกไปสหรัฐได้มากขึ้น ขณะนี้ประเทศต่างๆ เดินหน้าเข้ามา เพื่อจะมาเจรจาทำการค้าการลงทุนกับไทยอย่างมาก อีกไม่กี่วันตนเองจะบินไปประเทศเปรู ร่วมการประชุมเอเปคพร้อมคณะนายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดจะได้เจรจาทวิภาคีกับหลายประเทศ และเชื่อว่าหลายประเทศอยากมาลงทุนในประเทศไทย อีกทั้งวันที่ 25-27 พฤศจิกายนนี้ ทางการสหรัฐจะนำทัพนักธุรกิจสหรัฐเข้ามาไทย ซึ่งเราต้องวาง position ที่เราเป็นอยู่อย่างนี้ จึงส่งผลให้จีนก็รักเรา อเมริกาก็รักเรา รัสเซียก็รักเรา middle east ก็รักเรา ไทยไม่ต้องเลือกข้าง เราอยากจะเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของอาเซียน ที่ทุกประเทศดีใจและพอใจที่จะมาอยู่กับเรา
นายพิชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการลงทุนเราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ที่เค้าอาจจะมีความขัดแย้งอะไรก็ตาม เราจะสามารถหาโอกาสที่เกิดขึ้นได้ จะเห็นการลงทุนจากสหรัฐ เข้ามามากขึ้น บริษัทขนาดใหญ่มาขยายการลงทุนด้านฮาร์ดดิสก์ อาทิ ซีเกท Western Digital และมีเรื่อง Food Security Data Center และ PCB เทคโนโลยีใหม่ๆ เชื่อว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์เรื่องนี้อย่างเต็มที่ เห็นได้จากตัวเลขของ BOI ที่ต่างชาติจะมาลงทุนที่สูงสุดในรอบ 10 ปีแล้ว ยังจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ และภายในเดือนมกราคม 2568 ที่งาน World Economic Forum ไทยจะได้เซ็นสัญญา FTA กับเอฟตา (สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป) กับ 4 ประเทศ ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง และจะนําไปสู่การเซ็นสัญญาเอฟทีเอ (FTA) ไทยกับอียู และ UAE ต่อไปในอนาคต ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กการเจริญเติบโตของเราต้องอาศัยต่างประเทศเยอะ ต้องสานเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“ตอนนี้ผมมุ่งงานในต่างประเทศเป็นหลัก เพื่อเป็นการเพิ่มการค้า การลงทุน ใช้โอกาสเป็นแหล่งผลิตป้อนส่งออกโลก ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งไทยเป็นได้ทั้งฐานผลิตให้สหรัฐ หรือจีน รัสเซีย หรือตะวันออกกลาง จะเห็นได้ว่าไม่กี่เดือนมานี้ มีการลงทุนจากบริษัทใหญ่ๆจากสหรัฐ หรือจีน โดยอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์ คือ กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าแปรรูป และสินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไทยจะได้ประโยชน์ จากที่ขาดโอกาสเรื่องนี้มาเป็น 10 ปี และการลงทุนข้ามจากไทยไปเวียดนามหมด แต่ไทยมีความพร้อมเรื่องพลังงานไฟฟ้ามากพอ เพราะสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีพลังงานได้ทำไว้เยอะ ทำให้สามารถรองรับการลงทุนเทคโนโลยีที่ต้องใช้ไฟฟ้าเพียงพอ และดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน บวกกับนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาล ภายในไม่กี่ปีจากนี้เชื่อว่าการส่งออกไทยจะเติบโตได้ 4-5% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโตเกิน 4-5% ด้วย ส่วนหนึ่งจากการดึงการลงทุนต่างชาติมาไทย รวมถึงสงครามการค้าสหรัฐและจีน ก็ไม่ได้กระทบต่อไทย เห็นได้จากการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้น และตัวเลขจีนส่งไปสหรัฐลดลง เชื่อว่าส่วนหนึ่งนำเข้าจากไทยแทน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็ทํางานหนักขึ้นเพื่อสร้างโอกาสทำรายได้ให้ประเทศต่อไป” นายพิชัยกล่าว
นายพิชัยกล่าวว่า สำหรับด้านนำเข้า และที่กังวลเรื่องสินค้านำเข้าราคาถูกและทุนเทาเข้ามาตีตลาดในไทย นั้น ตอนนี้เราก็มีจัดตั้งทีมทำงานและออกมาตรการดูแลเข้มงวด ในเรื่องสินค้าที่มีคุณภาพและใช้กฎหมายดูแลมากขึ้น ส่วนเรื่องการเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐ และทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น เป็นเรื่องที่เอกชนมีการเตรียมพร้อมรับมือกันต่อเนื่อง ซึ่งเทียบกับไทยได้ประโยชน์กับการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก น่าจะเป็นผลดีและทดแทนในการตั้งเพดานภาษี อย่างไรก็ตาม ประเด็นความเสี่ยงที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจ ตนมองในเรื่องภายในประเทศ ในเรื่องหนี้ครัวเรือนสูง และต้นทุนบริหารจัดการยังสูง ซึ่งก็เห็นด้วยเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
“เชื่อว่า ไม่ว่าทรัมป์ หรือแฮร์ริส มาก็ต้องเจอสงครามการค้า หลีกไม่พ้น ไม่อยากให้กลัว แต่ต้องเตรียมรับมือและแสวงหาโอกาส” นายพิชัยกล่าว และว่า ส่วนงานดูแลปัญหาค่าครองชีพและเกษตรกร ได้มีการกำชับให้กรมการค้าภายใน ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด อะไรที่เป็นปัญหาให้เร่งแก้ไข อย่างมันสำปะหลังที่ส่งไปจีนลดลงก็ให้เพิ่มการหาตลาดใหม่ทดแทน โดยกำชับให้ทูตพาณิชย์ ร่วมทำงานกับพาณิชย์จังหวัด กันโดยตรง เพื่อให้การผลักดันสินค้าไทยไปต่างประเทศ และรู้เท่าทันปัญหาที่จะเกิดขึ้น

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า สถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560 มูลค่าและสัดส่วนการนำเข้าสินค้าของสหรัฐจากจีน ลดลงต่อเนื่อง จากสัดส่วนการนำเข้า 21.6% เหลือ 13.9% ในปี 2566 หรือมูลค่าจากกว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 4.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าและสัดส่วนส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐ ในช่วงเดียวกันเพิ่มต่อเนื่อง จากสัดส่วนการส่งออกรวมของไทย ไปสหรัฐ 12.5% หรือ 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2560 เป็นสัดส่วน 17% และมีมูลค่า 4.83 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และ 9 เดือนแรก 2567 ไทยส่งไปสหรัฐกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือสัดส่วน 18.2%
แหล่งข่าวระบุต่อว่า ทั้งนี้ ในการประชุมได้มีการกำชับให้ติดตามและขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล คือ 1.มาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วม 2.การดูแลป้องกันผลประโยชน์ของเอสเอ็มอี 3.นำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าระบบภาษี 4.กระตุ้นเศรษฐกิจ และ 5.เกษตรทันสมัย ครัวไทยสู่ครัวโลก และความมั่นคงด้านอาหาร

