หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยออยล์ อ่วม...

ไทยออยล์ อ่วม Q3 ขาดทุนกว่า 4.2 พันล. เหตุขาดทุนสต๊อกน้ำมัน 5.3 พันล.

8.11.24 | 15:45 น.

ไทยออยล์ อ่วม Q3 ขาดทุนกว่า 4.2 พันล. ผลจากการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 5.3 พันล. ส่วน 3 ไตรมาสกำไรกว่า 7.1 พันล.


เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ทำหนังสือแจ้งตลาดหลังทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 /2567 ของบริษัทและบริษัทย่อยว่า ในไตรมาส 3/2567 กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนสุทธิ 4,218 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.89 บาทต่อหุ้น (ขณะที่งวดเดียวของของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 10,827 ล้านบาท) สาเหตุเนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลกับราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลง เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันช่วงฤดูกาลขับขี่ในประเทศสหรัฐอเมริกา (สหรัฐฯ) ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมีอุปทานเพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นน้ำมันใหม่ ทำให้ระดับน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และประเทศจีนยังคงอ่อนแอ

ในส่วนธุรกิจอะโรเมติกส์ปรับตัวลดลงเช่นกันจากส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับลดลงจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศจีนที่ยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดปรับลดลงเล็กน้อยจากอุปสงค์ที่ถูกกดดันในช่วงฤดูมรสุมในประเทศอินเดีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานปรับตัวดีขึ้นจากต้นทุนราคาน้ำมันเตาที่ลดลง

ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 3/2567 ปรับลดลงจากราคาเฉลี่ยในไตรมาส 2/2567 จากตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศจีนต่ำกว่าคาดการณ์ รวมถึงการหดตัวของภาคการผลิต (PMI) ในประเทศสหรัฐฯ และจีน ทำให้อุปสงค์น้ำมันโลกเติบโตในระดับจำกัด ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 5,380 ล้านบาท หรือ 5.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันลดลง 7.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากไตรมาส 2 ของปี 2567

Advertisement

นายบัณฑิตกล่าวว่า สําหรับผลการดําเนินงานประจําปี 2567 รอบ 9 เดือน กลุ่มไทยออยล์มีกําไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามัน (Accounting GIM) อยู่ที่ 5.8 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และมีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มอยู่ที่ 305 พันบาร์เรลต่อวัน ทําให้กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขายและ EBITDA (กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมฯ) จํานวน 343,895 ล้านบาท และ 15,554 ล้านบาท ตามลําดับ เมื่อรวมผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงิน กําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ ค่าใช้จ่ายดําเนินงาน ต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ ส่งผลให้ผลการดําเนินงานประจําปี2567 รอบ 9 เดือน กลุ่มไทยออยล์มีกําไรสุทธิ 7,192 ล้านบาท หรือคิดเป็ นกําไรสุทธิ 3.22 บาทต่อหุ้น

ณ วันที่ 30กันยายน 2567กลุ่มไทยออยล์มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 400,779 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี ก่อน 19,214ล้านบาท สาเหตุหลักจากสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นลดลง จากสินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้าที่ลดลงตามราคานํ้ามันดิบและราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับลดลง ประกอบกับ เงินสด รายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระยะสั้นลดลง จากผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี หักลบกับการจ่ายเงินปันผลและการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด สําหรับหนี้สินรวมของกลุ่มไทยออยล์ ปรับลดลง 18,842ล้านบาท จากสิ้
นปี ก่อนมาอยู่ที่ 232,839ล้านบาท สาเหตุหลักจากเงินกู้ยืมระยะยาวและหุ้นกู้ (รวมส่วนที่ถึงกําหนดชําระภายในหนึ่งปี ) และหนี้สินหมุนเวียนลดลง จากการไถ่ถอนหุ้นกู้บางส่วนคืนก่อนกําหนด ผลต่างจากอัตรา
แลกเปลี่ยน และเจ้าหนี้การค้าที่ลดลงตามราคานํ้ามันดิบ ทั้งนี้ส่วนของผู้ถือหุ้นของกลุ่มไทยออยล์มียอดรวมทั้งสิ้น 167,940 ล้านบาท ลดลง 371 ล้านบาทจากสิ้นปี ก่อน สาเหตุหลักมาจากผลการดําเนินงานสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกหักล้างกับเงินปันผลจ่าย

นายบัณฑิตฯ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันในช่วงฤดูหนาว รวมถึงการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังปรับลดลงจากไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานกับราคาน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนปี2568 แม้ว่าอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปจะเพิ่มขึ้น แต่อุปทานจากโรงกลั่นน้ำมันใหม่ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งจากในประเทศจีน และเม็กซิโก ที่จะทยอยเปิดดำเนินการในปีนี้และปีหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับเพิ่มขึ้นในระดับจำกัด

“บริษัทจะติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทาง  การแข่งขันในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาดให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ตลอดจนแสวงหาโอกาสในธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ Megatrends เพื่อมุ่งเติบโตเป็นองค์กร 100 ปี อย่างมั่นคง ภายใต้วิสัยทัศน์ สร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน”