สถิตย์ ยันเคาะประธานบอร์ด ธปท. ใหม่ ไร้ใบสั่งการเมือง-แทรกแซง จ่อส่งชื่อถึงขุนคลัง 19 พ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการคัดเลือกประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือบอร์ดฯ แบงก์ชาติ เปิดเผยว่า การพิจารณาเลือกประธานกรรมการ ธปท. ในครั้งนี้ ยืนยันว่าไม่มีใบสั่งลงมาแน่นอน เนื่องจากกรรมการคัดเลือกที่ตั้งขึ้นมา ไม่เหมือนกับกรรมการสรรหาอื่นๆ โดยในครั้งนี้เรียกว่ากรรมการคัดเลือก เป็นการแต่งตั้งจากกฎหมายที่กำหนดไว้ ไม่สามารถกำหนดให้เป็นใครก็ได้ ต้องแต่งตั้ง 7 ราย เข้ามาจากบุคคลหลากหลายหน่วยงาน อาทิ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ว่าการ ธปท. เลขาธิการ ก.ล.ต. เลขาธิการ คปภ. ทำให้ไม่ว่าใครจะเป็นประธานกรรมการ ธปท. หรือประธานบอร์ดแบงก์ชาติ เท่ากับแบงก์ชาติก็ยังมีความเป็นอิสระ เนื่องจากกฎหมาย พ.ร.บ.2551 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ประธานบอร์ดไม่สามารถแทรกแซงนโยบายการเงิน หรือนโยบายการชำระเงิน และนโยบายการกำกับดูและสถาบันการเงินได้ ทำให้ ธปท.ยังคงมีความอิสระ ยกเว้นมีข้อบกพร่องใน 2 ข้อหลักคือ ทุจริตต่อหน้าที่ และการปฏิบัติหน้าที่เสียหายอย่างร้ายแรงหรือหย่อนสมรรถภาพเท่านั้น
“การคัดเลือกกรรมการคัดเลือก ถูกแต่งตั้งมาตามกฎหมาย ไม่มีนัยทางการเมือง ไม่มีใบสั่งทางการเมือง หรือข้อแนะนำทางเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นประธานกรรมการ ธปท.มีข้อกำหนดอยู่ว่า นอกจากมีลักษณะต้องห้ามอย่างอื่นแล้ว ต้องไม่เป็น หรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี เป็น หรือเคยเป็นผู้ดำรงแหน่งในพรรคการเมือง กับดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง เว้นแต่พ้นตำแหน่งไปแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ส่วนความกังวลประธานบอร์ดแบงก์ชาติ จะปลดผู้ว่าแบงก์ชาติฯ คนปัจจุบันนั้น ไม่สามารถทำได้ หากมีความประพฤติดี และถูกจำกัดในกฎหมายแล้วว่าเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ ยกเว้นได้รับแรงกดดันและลาออกเอง แต่มองว่าไม่ควรจะลาออก เพราะปัจจุบันถือเป็นผู้มีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว” นายสถิตย์กล่าว
นายสถิตย์กล่าวว่า สำหรับกระบวนการต่อไปหลังจากคัดเลือกประธานกรรมการ ธปท.และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเสร็จนั้น ทางประธานกรรมการคัดเลือกจะมีหนังสือไปยังผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในบริษัทที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รีบลาออกไม่อย่างนั้นจะขาดคุณสมบัติ จากนั้นจะมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคือใคร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากที่ประชุมเพื่อส่งให้นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง ภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 นี้ จากนั้นเรื่องก็จะอยู่ที่ รมว.กระทรวงการคลัง ต้องนำเรื่องเข้ารับพิจารณาอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งเรื่องทูลเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป ในส่วนผู้ทรงวุฒินั้น รมว.กระทรวงการคลัง สามารถแต่งตั้งได้เอง ซึ่งจะเสนอ ครม.ให้รับทราบตามมารยาทหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ถือว่ายังไม่เสร็จสิ้น กรรมการคัดเลือกจึงไม่สามารถกล่าวถึงชื่อของบุคคลไม่ว่าจะเป็นประธานหรือผู้ทรงคุณวุฒิใดก็ตาม
นายสถิตย์กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสต่อต้านบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเข้ามาเป็นหนึ่งในบุคคลคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ ธปท. และให้คำปรึกษาจากอดีตผู้ว่าการ ธปท. และคณะศิษย์หลวงตาพระมหาบัวฯ มองว่าเป็นข้อมูลที่ควรรับฟัง แต่เกณฑ์ในการพิจารณาการคัดเลือกได้กำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งจะต้องนำมาประกอบในการพิจารณา ทั้งตำแหน่งประธานกรรมการ ธปท. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจน จำเป็นต้องมีสมาธิกับสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ ข้อมูลการให้คำแนะนำเป็นข้อมูลประกอบ ข้อมูลต้องปรับเข้ากับข้อกฎหมายว่ากฎหมายกำหนดไว้ว่าอย่างไร จะทำใจให้เป็นกลาง มุ่งไปสู่การพิจารณาเชิงกฎหมายและตามระเบียบ ยืนยันทำหน้าที่เป็นกลาง หลักนิติธรรมที่เป็นอยู่ ทำหน้าที่จิตใจแน่วแน่ตามเจตนารมณ์ด้วยกฎหมาย ซึ่งหากพูดถึงเรื่องความเหมาะสม ตามกฎหมายมาตรา 28/2 คือ ความเหมาะสมจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ของผู้ได้รับการคัดเลือก ลักษณะการมีส่วนได้ส่วนเสีย ถูกกำหนดไว้ชัดเจนตามกฎหมาย ซึ่งต้องนำหลักการมาเป็นแนวทางพิจารณา ส่วนคุณสมบัติที่เป็นข้อห้าม คือ ห้ามเข้าไปดำเนินการธนาคารแห่งประเทศไทย อาทิ บริษัทภายใต้ ธปท. แต่ในครั้งนี้ผู้ถูกเสนอชื่อคัดเลือกไม่มีใครมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว คุณสมบัติผ่านเกณฑ์ครบถ้วน จึงยืนยันว่า ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมาย

