เศรษฐกิจฟื้นช้า อสังหาฯทรุดหนัก ฉุด ‘รายได้-กำไร’ ธุรกิจวัสดุก่อสร้างลดลง
เมื่อวันที่ 14 พฤศิจกายน นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจไตรมาส 4/2567 มั่นใจจะเติบโตต่อเนื่อง มีปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะการขยายเส้นทางคมนาคมขนส่ง อาทิ รถไฟฟ้า ทางด่วน และสนามบิน รวมถึงโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผลักดันให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปพร้อมใช้เพิ่มขึ้นตาม ปัจจุบันบริษัทมีปริมาณงานในมือ ประมาณ 1,850 ล้านบาท คาดทยอยรับรู้ตั้งแต่ปี 2568-2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้เร่งเดินหน้าเข้าประมูลงานโครงการใหม่ ๆเข้ามาเพิ่มเติมอีกในอนาคต เพื่อรักษาปริมาณงานในมือให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
นายอาทิตย์กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2567 บริษัทมีรายได้รวม 697.81 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 818.76 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 37.50 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ ฃผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2567 มีรายได้รวม 2,147.38 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,303.42 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 91.85 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 104.66ล้านบาท
“รายได้และกำไรปรับตัวลดลง เนื่องจากการชะลอตัวของสภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้การส่งมอบสินค้าให้โครงการก่อสร้างต่างๆ ถูกเลื่อนออกไป” นายอาทิตย์กล่าว
นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) (SMART) ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบาด้วยระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงเพื่อใช้ในงานก่อสร้างและงานกั้นผนังอาคาร เปิดเผยว่า ช่วงโค้งสุดท้ายปี 2567ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยต่างๆ อาทิ การชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ และปัญหาหนี้สินครัวเรือน มองว่าหากภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชัดเจน ประกอบกับความคึกคักของภาคการท่องเที่ยว จะสนับสนุนให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ผลักดันให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นตาม
“บริษัทเตรียมรับมือกับความผันผวนของตลาดโดยตลอด มุ่งเน้นกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาและอิฐมวลเบาตกแต่ง ที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ-แนวสูงที่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ยังขยายช่องทางจำหน่ายออฟไลน์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ อาทิ ร้านโมเดิร์นเทรด ร้านวัสดุก่อสร้าง ตัวแทนจำหน่าย ควบคู่กลยุทธ์การตลาดออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น รวมถึง ปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และบริหารจัดการต้นทุน” นายรังสีกล่าว
นายรังสีกล่าวว่า สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2567 มีรายได้รวม 461.63 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 541.23 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 75.89 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 78.84 ล้านบาท ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3/2567 มีรายได้รวม 140.15 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 185.93 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 21.54 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 32.40 ล้านบาท เป็นผลจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชะลอการเปิดโครงการใหม่ ส่งผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างโดยรวมลดลง
ด้าน นายชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4/2567 ดีกว่าไตรมาส 3/2567 คาดจะสามารถฟื้นตัวได้หลังผ่านช่วงเวลาที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวต่ำสุด โดยบริษัทได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มงานภาครัฐเพิ่มขึ้น อีกทั้งเร่งขยายฐานลูกค้าภาคเอกชนให้หลากหลาย อาทิ โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม โรงพยาบาล โครงการอสังหาฯ แนบราบ-แนวสูง โดยบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อรับงานใหม่จากภาครัฐเพิ่มเติม และเข้าร่วมประมูลงานใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มปริมาณงานในมือ สร้างโอกาสในการสร้างรายได้และการเติบโต
“ในสภาวะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมการก่อสร้างชะลอตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ บริษัทยังคงมีผลการดำเนินงานดีกว่าค่าเฉลี่ยของภาพรวมอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ปัจจุบันปริมาณงานในมือ 1,434 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4/2567 ถึงไตรมาส 1/2568” นายชาคริตกล่าวและว่า สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือน ปี 2567 บริษัทมีรายได้รวม 221.75 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8.12 ล้านบาท ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการลดลง ขณะที่ ผลประกอบการไตรมาส 3/2567 บริษัทมีรายได้รวม 40 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 10 ล้านบาท
ขณะที่ นายพงษ์เชิด จามีกรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบเยอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสีเบเยอร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสีในปี 2567 มีแนวโน้มทรงตัวและอาจจะติดลบเล็กน้อย ไม่ต่างจากปี 2566 เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลง แต่ในช่องทางการขายผ่านร้านค้าและโมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างยังคงมีการขยายตัว คงต้องรอดูช่วง 2 เดือนสุดท้ายนี้ว่าจะดีขึ้นหรือไม่ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของการขายและหมดช่วงฤดูฝนแล้ว ขณะที่แนวโน้มในปี 2568 ตลาดน่าจะมีการเติบโตมากกว่าปีนี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของรัฐบาลที่จะออกมาสนับสนุนและกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซื้อ-แต่งและซ่อม-สร้าง วงเงินรวม 5.5 หมื่นล้านบาท โคการแจกเงิน 10,000 บาทเฟส2 การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย น่าจะทำให้เกิดโมเมนตัมต่อตลาดอสังหาฯและวัสดุก่อสร้างในปีหน้าให้มีการขยายตัวได้มากขึ้นกว่าปีนี้ ซึ่งในส่วนของบริษัทคาดว่าปีนี้จะมีรายได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว และมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20% จากมูลค่าตลาดรวม 20,000-22,000 ล้านบาท เป็นอันดับสองของตลาด
นายพงษ์เชิดกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสีทาบ้านมีการแข่งขันสูง ซึ่งที่ผ่านมาเบเยอร์ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพและเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมใหม่ๆที่สอดรับกับความต้องการของตลาดโดยเฉพาะการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ออกสีเบเยอร์คูลและปีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นเน้นการผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำความเย็นในบ้านหรืออาคาร สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้ 32% และมีอายุการใช้งานที่นานขึ้นกว่า 10 ปี ทั้งนี้สินค้ากลุ่มนี้ต่อไปตลาดจะเติบโตขึ้นมาก ทั้งการก่อสร้างใหม่และอาคารเก่า ซึ่งต้องมีการรีโนเวตให้เข้ากับเกณฑ์อาคารเขียว แม้ราคาขายอาจจะสูงกว่าสีปกติ ซึ่งบริษัทใช้งบ 30 ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมการตลาด “ย็นขึ้น ทนกว่า” ผ่านช่องทางการขายต่างๆ โดยปี 2568 ตั้งเป้ามีส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มสีรักษ์โลก 15% และยังคงเดินหน้าในการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำเพื่อให้สอดรับกับมาตรการ CBAM และ Carbon Tax ของตลาดโลก โดยมองว่าการขยายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปยังตลาดต่างประเทศก็เป็นโอกาสหนึ่งเช่นกัน

