รถไฟฟ้าบูม ‘คูคต’ มหานครแห่งใหม่ แหล่งอยู่อาศัย-การลงทุน ราคาที่ดินพุ่งไร่ละ 48 ล้าน
ด้วยอานิสงส์ของ รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย จาก “หมอชิต” วิ่งมาสุดสายที่ “คูคต” ทำให้เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในทำเลนี้โดดเด่นมากขึ้น จากทัพการลงทุนของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มขยับมาโซนนี้ ปักหมุดทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง รับศูนย์กลางการอยู่อาศัยแห่งใหม่ของกรุงเทพตอนเหนือ
ปัจจุบันมีทุนใหญ่ที่เข้ามาปลุกความคึกคักแล้ว บนทำเล 0 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้า นั่นคือ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ กลุ่มธนูลักษณ์ (TNLA) ในเครือบีทีเอส กรุ๊ป นำที่ดิน 51 ไร่ ติดสถานีรถไฟฟ้า นำร่องพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม “นิว ครอส คูคต สเตชัน” เริ่มเฟสแรก 11 ไร่ เป็นคอนโดโลว์ไรส์ 6 อาคาร จำนวน 1,202 ยูนิต ราคาเริ่มต้นยูนิตละ 1 ล้านต้นๆ สามารถปิดการขายใน 4 เดือน จากนั้นลุยเปิดโครงการ นิว คอ คูคต สเตชั่น จำนวน 1,206 ยูนิต

พร้อมนำที่ดินด้านหน้า 3.5 ไร่ พัฒนาเป็นพื้นที่ค้าปลีก ภายใต้แบรนด์ “คูคต คลอสซิ่ง” มี 2 อาคาร สูง 2 ชั้น และ 4 ชั้น มีพื้นที่ให้เช่า 5,311.23 ตร.ม. เป็นแม่เหล็กให้กับโครงการ
ปัจจุบันคอนโดเฟสแรกเปิดให้เข้าอยู่แล้ว ส่วนพื้นที่ค้าปลีกอยู่ระหว่างเปิดจองพื้นที่ มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสแรกของปี 2568 แว่วว่ากำลังดีลโลตัสและท็อปส์มาเปิดบริการ
นอกจากคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ติดสถานีคูคตแล้ว เลยไปไม่ไกลมากมี “เอ็มที คูคต ไลฟ์สไตล์มอลล์” เนื้อที่ 10 ไร่ ประกอบด้วย แม็คโคร ฟู้ดเซอร์วิส, สตาร์บลัค ไดร์ฟทรู และพื้นที่มอลล์ ขนาด 3 ชั้น รวม 16 ยูนิต ที่มีร้านอาหารแบรนด์ดังมาเปิดบริการ ปัจจุบันเปิดบริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่พื้นที่โดยรอบสถานียังคงมีที่ดินรอพัฒนาอยู่หลายแปลง โดยฝั่งตรงข้ามกับโครงการของโนเบิลและติดอาคารจอดแล้วจร มีที่ดินเปล่ารอพัฒนากว่า 20 ไร่

ถัดไปไม่ไกลกันมาก เยื้องๆ กับ “แม็คโคร ฟู้ดเซอร์วิส” มีที่ดินเปล่าเนื้อที่ 15 ไร่ ปิดป้ายประกาศขาย โดยตั้งราคาไร่ละ 48 ล้านบาท หรือประมาณ 120,000 บาทต่อตารางวา รวม 15 ไร่ อยู่ที่ 720 ล้านบาท ยังมีอีกแปลงขนาด 11 ไร่ ตั้งราคาขาย 90,000 บาทต่อ ตร.ว. รวม 396 ล้านบาท หรือไร่ละ 36 ล้านบาท
อรนุช อิติโกศิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวโครงการนิว คอร์ คูคต สเตชัน เนื้อที่ 11 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,192 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 8 ชั้น 6 อาคาร รวม 1,206 ยูนิต พื้นที่ 22-59 ตร.ม.เป็นโครงการที่ 2 พัฒนาบนที่ดิน 51 ไร่ ติดรถไฟฟ้าสถานีคูคตในไตรมาสแรกปี 2566 ต่อจากโครงการแรกนิวครอส คูคต สเตชัน ที่เปิดตัวปี 2565 ปัจจุบันสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้ว มียอดขายแล้วกว่า 90% เริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา คาดว่าจะปิดการขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้ทั้งโครงการภายในไตรมาสแรกปี 2568 โดยวันที่ 23-24 พฤศจิกายนนี้จะเปิดเข้าชมโครงการ พร้อมข้อเสนอพิเศษเมื่อจองในงาน ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท ขณะเดียวกันวางแผนจะเปิดโครงการใหม่เพิ่มจำนวน 800 ยูนิตในปีหน้า เพื่อรองรับความต้องการมีอย่างต่อเนื่อง
“อรนุช” กล่าวว่า โดยกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้อยู่อาศัยในย่านคูคต ลำลูกกา สายไหม ที่ใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางไปทำงาน สถานศึกษา ส่วนใหญ่จึงซื้อเพื่อพักอาศัยและเก็บเป็นสินทรัพย์มีสัดส่วนประมาณ 60% และ 40% เป็นกลุ่มนักลงทุนซื้อเพื่อปล่อยเช่า ขณะที่อัตราการเติบโตของราคาขายคอนโดติดรถไฟฟ้าทำเลคูคต เฟสแรกที่เปิดตัวปี 2565 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 63,000 บาทต่อ ตร.ม. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 72,000 บาทต่อตร.ม.ในปี 2567 เติบโต 7.1% ต่อปี ขณะที่ราคาคอนโดของพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล จากข้อมูลของ REIC ในเดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ 1.2% ต่อปี ถือว่าคอนโดทำเลติดสถานีรถไฟฟ้าคูคตสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในอัตราที่สูงกว่าตลาด ขณะที่ราคาที่ดินจากหลักหมื่นบาทตอนนี้วิ่งไปเป็นหลักแสนบาทต่อ ตร.ว.แล้ว

ทั้งนี้ ในรัศมีไม่เกิน 3 กม.จากสถานีคูคตมีคอนโด จำนวน 3,720 ยูนิต และมีอัตราการขายได้ในระดับสูงถึง 95% แสดงให้เห็นว่าทำเลนี้เป็นที่ต้องการและมีจำนวนยูนิตให้เลือกซื้ออยู่ไม่มาก ถือเป็นโอกาสในการลงทุนปล่อยเช่าและเก็บเพื่อเป็นสินทรัพย์ โดยที่ผ่านมาพบว่าลูกค้าสามารถปล่อยเช่าห้องได้อย่างรวดเร็ว ในอัตราผลตอบแทนการเช่าสูงถึง 6.5% ต่อปี โดยห้องชุดที่เป็นที่นิยมเป็นแบบสตูดิโอ และ 1 ห้องนอน
“โครงการมีบริการดูแลครบวงจร รวมถึงจัดหาผู้เช่า ซื้อ-ขายอสังหาฯทุกประเภท โดยโครงการแรก นิว ครอส คูคตสเตชัน มีดีมานด์สูงในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาปล่อยเช่าแล้ว 77 ยูนิต หรือเฉลี่ย 10 ห้องต่อเดือน มีลูกค้าสนใจนำห้องชุดมาให้ปล่อยเช่าแล้ว 335 ยูนิต และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลุ่มผู้เช่าเป็นชาวไทย 71% ต่างชาติ 29% เป็นพนักงานบริษัท 40% อาจารย์และนักศึกษา 36% ค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 370 บาทต่อตร.ม. และปีหน้าเราจะเปิดพื้นที่รีเทลด้านหน้า มีร้านค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ต จะทำให้เกิดคอมมูนิตี้มอลล์การอยู่อาศัยมากขึ้น” อรนุชกล่าว


