หน้าแรก เศรษฐกิจ รัฐบาลอิ๊งค์ ...

รัฐบาลอิ๊งค์ เอาแน่ เปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตั้งเป้าศูนย์กลาง คริปโทเคอเรนซี่ ระดับโลก

15.11.24 | 12:30 น.
รัฐบาลอิ๊งค์ เอาแน่ เปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตั้งเป้าศูนย์กลางคริปโทเคอร์เรนซี่ ระดับโลก
รัฐบาลอิ๊งค์ เอาแน่ เปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตั้งเป้าศูนย์กลางคริปโทเคอร์เรนซี่ ระดับโลก

รัฐบาลอิ๊งค์ เอาแน่ เปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ตั้งเป้าศูนย์กลางคริปโทเคอเรนซี่ ระดับโลก

 

วันที่ 15 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับราคาสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างบิตคอยน์ ที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลไปเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่ 9.3 หมื่นยูเอสดอลลาร์ หรือที่ประมาณ 3.1 ล้านบาท ก่อนที่จะย่อตัวลงมาในระดับ 9 หมื่นยูเอสดอลลาร์ และล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้ อยู่ที่ระดับ 8.8 หมื่นยูเอสดอลลาร์

อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30 เปอร์เซ็นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลีกัน ได้รับชัยชนะ เหนือกมลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้นักวิเคราะห์ได้มองว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์เป็นบวก เนื่องจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ เอง ที่สนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัล และประกาศจะให้รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บสะสมบิตคอยน์ เพื่อเป็นทุนสำรอง โดยมีเป้าหมายที่ 1 ล้านบิตคอยน์

Advertisement

เมื่อประกอบกับการที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ไฟเขียวให้ 11 กองทุน จัดทำกองทุน Spot Bitcoin ETF ไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ย่อมทำให้เม็ดเงินสถาบันไหลเข้าสู่บิตคอยน์จำนวนมาก จนมีการคาดการณ์ว่าราคาอาจทะลุ 1 แสนยูเอสดอลลาร์ ภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังมองว่า นอกจากเม็ดเงินจะลงไปที่บิตคอยน์ แล้ว ยังมีโอกาสสูงที่จะมีการลงทุนในเหรียญดิจิทัลอื่นๆ ทำให้ตลาดเกิดความคึกคักอย่างยิ่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้เล็งเห็นความสำคัญของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเป็นกระแสคึกคักทั่วโลก จนมีการเสนอแนวคิดสร้างแซนด์บ็อกซ์ขึ้นในประเทศไทย เปิดโอกาสให้มีการใช้จ่ายเงินคริปโทเคอร์เรนซี่ ดึงต่างชาติมาร่วมลงทุน คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินได้อย่างมหาศาล และมีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางคริปโทเคอเรนซี่ในภูมิภาคเอเชียให้ได้ ทั้งนี้มีรายงานอีกว่า รัฐบาลเล็งไปที่จ.ภูเก็ต ซึ่งมีความพร้อม ทั้งในเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน การท่องเที่ยว และขีดความสามารถในการรองรับกลุ่มทุนนักธุรกิจที่มีอำนาจการจับจ่าย โดยคาดว่าในปี 2568 จะมีแผนงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรม