หน้าแรก เศรษฐกิจ ทอท. เตรียมหา...

ทอท. เตรียมหารือกับสายการบินขนาดใหญ่ เร่งเพิ่มเที่ยวบินทรานซิส

15.11.24 | 18:02 น.

ทอท. เตรียมหารือกับสายการบินขนาดใหญ่ เร่งเพิ่มเที่ยวบินทรานซิส

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ทอท. จัดการประชุมเชิงอภิปราย AOT Sister Airport CEO Forum 2024 ภายใต้หัวข้อหลัก “Embracing the Next Chapter in Aviation Industry”  (ก้าวสู่บทใหม่ของอุตสาหกรรมการบิน) ด้วยการนำเสนอความพร้อมของท่าอากาศยานไทยในการก้าวไปสู่การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินและท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยเป็นการจัดประชุมทุก 2 ปี และ เป็นการประชุมที่ผู้บริหารระดับสูงของ Sister Airport ทั้ง 18 ท่าอากาศยานทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ มุมมองด้านการบริหารจัดการท่าอากาศยาน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดในอนาคต ตลอดจนทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับการดำเนินงาน และพัฒนาอุตสาหกรรมการบินด้วยความยั่งยืน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ปัจจุบัน ทอท. ได้จัดทําลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างท่าอากาศยาน (Sister Airport Agreement) แล้วทั้งหมดจํานวน 18 ท่าอากาศยาน

และในปี 2568 ทอท. จะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างท่าอากาศยาน อีก 3 ท่าอากาศยาน ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติเวียนนา ประเทศออสเตรีย, ท่าอากาศยานมิลาโนมัลเปนซา ประเทศอิตาลี และท่าอากาศยานซอลต์เลกซิตี ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทั้ง 3 ท่าอากาศยานจัดว่าเป็น 3 ท่าอากาศยานชั้นนำระดับโลก ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ ทอท. จะ สามารถเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการบริหารจัดการกลุ่มผู้โดยสารยุโรป เพื่อนำมาปรับใช้กับสนามบินของไทยต่อไป

Advertisement

นายกีรติ กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจการบินทั่วโลกฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด -19 พอสมควร และ มีปริมาณจำนวนผู้โดยสารกลับไปเท่ากับช่วงก่อนช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 แล้ว ดังนั้น ทาง ทอท. จึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเน้นคุณภาพและการบริการของสนามบินไทย โดยการผลักดันยุทธศาสตร์ เพื่อก้าวสู่การเป็นฮับการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ โดยสิ่งที่จะต้องเร่งรัดพัฒนาต่อไปในปี 2568 คือการเพิ่มเที่ยวบินที่ผู้โดยสารมาเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ที่ประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งตัวเลขปัจจุบันของเที่ยวบินที่มาเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ยังมีไม่มากคิดเป็นประมาณ 4% ของเที่ยวบินทั้งหมด

และลักษณะของสนามบินที่เป็นฮับต้องมีเที่ยวบินลักษณะเปลี่ยนเครื่องเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น สนามบินซางฮีสิงคโปร์ ที่มีเที่ยวบินเปลี่ยนเครื่อง ประมาณ 40% ของเที่ยวบินทั้งหมด ซึ่งถ้าหากสนามบินสุวรรณภูมิจะเป็นฮับการบินได้นั้น ก็จะต้องมีเที่ยวบินที่มาเปลี่ยนเครื่อง เพิ่มขึ้นอย่างน้อยคิดเป็นประมาณ 20% ของเที่ยวบินทั้งหมด ภายใน 5 ปี หรือประมาณปี 2572 โดยในปี 2568 ทอท. ตั้งเป้าจะเร่งพัฒนาส่วนนี้และคาดว่าจะมีเที่ยวบินมาเปลี่ยนเครื่องขยับขึ้น เป็น 5%

ทั้งนี้ นายกีรติ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการเพิ่มเที่ยวบิน Transit ให้มากขึ้นนั้น ทอท.จะมีการวางแผนหารือกับสายการบินขนาดใหญ่ ซึ่งรวมทั้งการบินไทย และสายการบินในกลุ่ม star alliance ซึ่งมีสมาชิกอยู่กว่า 25 สายการบินเพื่อให้มีการวางเส้นทางการบินที่จะมา Transit ที่สนามบินสุวรรณภูมิมากขึ้น

นายกีรติ กล่าวว่า เพื่อไปสู่เป้าหมายศูนย์กลางการบินภูมิภาคและผลักดันท่าอากาศยานของไทยให้ติดอันดับ 1 ใน 20 สนามบินที่ดีที่สุดในโลกนั้น ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้เร่งรัดแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารให้ได้ถึง 150 ล้านคนต่อปี

โดยปัจจุบัน ทอท. ได้เปิดใช้ทางวิ่งเส้นที่ 3 เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 68 เที่ยวบินต่อชั่วโมง เป็น 94 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ควบคู่ไปกับโครงการขยายขีดความสามารถของสนามบินอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออกของอาคารผู้โดยสาร (East Expansion) รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นเป็น 80 ล้านคนต่อปี โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) รองรับผู้โดยสารเพิ่มได้อีก 70 ล้านคนต่อปี และก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินได้ถึง 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) เพิ่มปริมาณรองรับผู้โดยสารเป็น 40 ล้านคนต่อปี และสามารถบริหารจัดการให้รองรับได้สูงสุดที่ 50 ล้านคนต่อปี เพื่อเป็นสนามบินหลักรองรับเที่ยวบินภายในประเทศและเที่ยวบินระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ โครงการก่อสร้างอาคาร Junction Building เป็นพื้นที่ศูนย์กลางที่เชื่อมต่อกับระบบรถไฟสายสีแดงโดยตรง พื้นที่จอดรถยนต์ พร้อมพื้นที่สันทนาการ พื้นที่พาณิชย์อื่นๆ เพื่อยกระดับการให้บริการของ ทดม. โครงการพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ควบคู่ไปกับการศึกษาแผนก่อสร้างท่าอากาศยานใหม่เพื่อยกระดับศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการบินของประเทศไทย อาทิ โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานอันดามัน โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานล้านนา และแผนศึกษาโครงการพัฒนา Seaplane & Ferry Terminal พัฒนาพื้นที่จอดอากาศยานขึ้น-ลงในทะเลรองรับผู้โดยสารชั้นสูงอีกด้วย

นอกจากนี้ นายกีรติ เผยว่า ทอท.ยัง ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกี่ยวกับระบบบริการผู้โดยสารสมัยใหม่เข้ามาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการผู้โดยสารทั้ง 6 ท่าอากาศยาน ให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว และลดระยะเวลาการรอคอยและบรรเทาความหนาแน่นของผู้โดยสารในชั่วโมงเร่งด่วน โดย ทอท. ได้เปิดใช้งานระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System: Biometric) ด้วยเทคโนโลยี Facial Recognition มาใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสารเพื่ออำนวยความสะดวก รวมทั้งจะช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวของแต่ละจุดบริการภายในท่าอากาศยาน