ธปท.ดูด รัฐบาลอัด จริงหรือไม่
ผมได้ถูกถามจากคนรู้จักจำนวนมาก ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการส่งสภาพคล่องไปยังมือประชาชน ว่าจริงหรือไม่ที่ธนาคารกลางบ้านเราคอยแต่จะดูดสภาพคล่องออกจากมือประชาชน แต่รัฐบาลฝั่งประชาธิปไตยต้องพยายามคอยอัดสภาพคล่องชดเชยหรือคืนไปยังมือประชาชน ฟังดูแลเหมือนธนาคารกลางเป็นผู้ร้ายจังเลย แล้วรัฐบาลเป็นผู้ดีมากเหลือเกิน จริงหรือไม่ ผมเลยคิดว่าจะมาเล่าอะไรให้ฟังสนุกๆกันดีกว่า
เรามาเข้าใจก่อนว่าธนาคารกลางมีหน้าที่อะไร เขามีหน้าที่หลักๆสามอย่าง คือควบคุมเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ นั่นหมายถึงควบคุมเงินเฟ้อเงินฝืด ไม่ให้ของแพงเกินไป คอยจัดให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจพอเพียงกับการใช้สอย ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความสมดุลกับระบบเศรษฐกิจ
นั่นคือเหมาะสมกับดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ และฐานะของประเทศ อันมาจากเงินทุนสำรองและอื่นๆ และควบคุมสถาบันการเงินให้มีเสถียรภาพและทำงานให้ตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและเป็นตัวกลางในการส่งหรือรับตัวกลางซึ่งก็คือเงิน จากหรือสู่ประชาชน ในขณะที่รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการประเทศ ให้มีความมั่นคงและก้าวหน้า เพื่อให้คนในชาติมีความสุข จะต้องใช้งบประมาณอย่างมีธรรมาภิบาลและมีประสิทธิภาพ และฉลาดในการใช้เพื่อให้ประเทศก้าวหน้า หลักๆคืออย่างนี้ นี่คือวิชาการ
พอตอนนี้มีการพูดวลีว่า ธปท. หรือธนาคารกลางของไทย คอยดูดสภาพคล่องจากมือประชาชนผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าตงจากเงินฝากของประชาชนร้อยละ 0.47 แล้วไปอุดหนุน ธปท. ผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่มีหนี้ก้อนโตจากการที่อดีตเคยไปต่อสู้ค่าเงินจากนักลงทุนต่างประเทศแล้วขาดทุนจำนวนมหาศาล
เงินก้อนนี้ถูกคนในรัฐบาลพูดออกมาทำนองว่า ควรเอาไปใช้ในกิจกรรมพัฒนาประเทศหรือความเป็นอยู่ของประชาชน ส่วนกรรมที่ ธปท.เคยก่อไว้ในอดีตควรแก้ไขด้วยตัวเอง จะมาให้ประชาชนรับภาระไม่ถูกต้อง ในขณะที่รัฐบาลก็บอกว่ารัฐพยายามใช้งบประมาณไปแจกประชาชนเพื่อไปสร้างเงินสร้างงาน ทำให้คนมีความสุข บอกว่าคนหนึ่งพยายามดูดออก แต่รัฐบาลพยายามอัดเข้าไป ทำนองว่าใครเป็นผู้ดี ผู้ร้าย คิดเอาครับ
ผมว่าเรื่องนี้ ไม่ควรพูดอย่างงี้เลย เพราะมันเป็นวาทกรรมที่ต้องรู้ที่มาที่ไป ความผิดพลาดในอดีตมันก็มีทั้งนั้น ธปท. ในอดีตก็เคยผิดพลาดจากการตั้งระบบดูแลเงินทุนสำรองที่ไม่เหมาะสมกับระบบเศรษฐกิจที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล แล้วไปต่อสู้ค่าเงินอีกแบบไม่ฉลาด เราเคยตั้งคณะกรรมการชำระความผิดพลาดตรงนี้แล้ว แต่เลือกไม่จัดการแบบเด็ดขาดและดำเนินคดีจริงจัง คือระบบแบบไทยๆ ช่วยกัน คือกล่าวสรุปว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ตอนปกป้องค่าเงิน ใครเป็นนายก ใครเป็นรัฐมนตรีบ้าง ก็ไปตรวจสอบดูเอาด้วยนะครับ ที่ไปรับรายงานจากผู้ว่า ธปท.ในสมัยนั้น
ในขณะที่รัฐบาลก็เคยมีความผิดพลาดในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากมาย รวมถึงทำโครงการประชานิยมทำให้รัฐเสียหายจำนวนมากมหาศาลอย่างโครงการจำนำข้าว โครงการนี้ศาลมีคำพิพากษาแล้ว มันก็พลาดกันทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับโจทย์ในมือของผู้มีอำนาจว่าจะจัดการอย่างไรในสมัยหนึ่งๆ
แต่เมื่อมีปัญหาทางการเงินในยอดเงิน สามล้านล้านบาท ไม่สามารถแก้ไขด้วยการจัดงบประมาณหรือเงินสำรองที่มีอยู่ในคราวใดคราวหนึ่งได้ มันก็มีทางเลือกได้สองทางใหญ่ๆ คือ ทางหนึ่งให้ ธปท. ไปบริหารทุนสำรองและทำปริวรรตเงินตรา และซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินทั้งหลาย เพื่อดูแลภาระตรงนี้ ซึ่งรูปแบบอย่างนี้หลายประเทศมหาอำนาจเขาทำกัน
รวมถึงไปทำการพิมพ์เงินเพื่ออัดฉีดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากฐานเงินปกติได้จำนวนมากๆ ที่เราเรียกว่า QE หรือ Quantitative Easing แต่ในบางกรณีก็มีการดูดเงินกลับที่เรียกว่า QT หรือ Quantitative Tightening การจะทำแบบนี้ได้ต้องยอมปล่อยการสร้างความเสี่ยงทางการเงินของประเทศ ทั้งหมดทั้งปวง อยู่กับธนาคารกลาง ได้อย่างเต็มที่ เพื่อหากำไร หรืออาจพลาดขาดทุน จากการตีราคาทรัพย์สินในแต่ละช่วงเวลาได้ตามกติกาทางการเงิน ประเทศไทยเลือกทางนี้หรือไม่
ถ้าเลือก ธปท.ก็จะดูแลหนี้ความเสียหายจากกองทุนฟื้นฟูเอง ผ่านกลไกนโยบายการเงิน และการทำระบบปริวรรตเงินและทรัพย์สินต่างๆ ธปท.บ้านเรายังมีการกำกับดูแลผ่านกระทรวงการคลังอยู่ดี แม้ว่าหลังๆจะมีกฎหมายที่พยายามสร้างความเป็นอิสระออกจากการทำงานของรัฐบาลแล้ว แต่โครงสร้างยังอยู่ในกำกับของรัฐบาลผ่านกระทรวงการคลัง รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยยอมรับให้การดูแลกองทุนฟื้นฟู ผ่านจากตั้งงบประมาณชดเชยภาระดอกเบี้ย
รวมถึงเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์ที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.47 ของเงินฝากที่รับมาจากประชาชน เราเรียกวิธีการดูแลแบบนี้ว่า การทำ Fiscalization การใช้การคลังเข้ามาจัดการบริหารภาระหนี้ แต่หากให้ธปท.ดูแลเองผ่านการปริวรรตเงินตรา และปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับการปริวรรตเงินตราต่างๆ สามารถขึ้นลงดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับภาระระยะสั้นของธปท.ได้ เพื่อการบริหารจัดการหนี้ อันนี้เราเรียกว่า Monetization คือการใช้การบริหารเม็ดเงินเพื่อประโยชน์ทางบัญชีของธปท. ย่อมจะทำให้เกิดความผันผวนได้ง่ายๆ ประเทศไทยไม่เลือกแนวทางนี้
ธปท.ทำงานแบบ เฟด หรือ BOE ธนาคารชาติของอังกฤษ ได้หรือไม่ เงินบาทเป็นที่ยอมรับระบบสากลไหม เราพร้อมจะให้ประชาชนเผชิญกับความผันผวนของราคาทรัพย์สินในประเทศได้มากไหม เพราะถ้าเราทำการปริวรรตเงินตรา ต้นทุนดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินราคาบ้าน ราคาอสังหา อาจมีความผันผวนได้สูงมากขึ้น ต้นทุนในการผ่อนบ้านของประชาชนก็จะผันผวนได้ ต้นทุนการชำระหนี้สาธารณะของรัฐบาลก็จะผันผวนได้ รัฐบาลยอมรับได้ไหม รัฐบาลอยากให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายแบบ Monetization จริงหรือ ถ้าไม่อยาก ก็ยังต้องช่วยชดเชยการขาดทุนของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผ่านระบบงบประมาณ อย่างดีที่สุดอาจเริ่มปรับเหลือเพียงบางส่วน ซึ่งการเอาค่าตงหรือเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์มาช่วย ก็ช่วยทำให้ภาระของรัฐบาลลดลงไปเยอะแล้ว เพื่อให้เกิดความมั่นคงและเสถียรภาพในต้นทุนทางการเงินของประเทศก่อนแบบไทยๆ ใช่หรือไม่
แต่ถ้าพูดไม่ครบ บอกว่าธนาคารกลางคอยดูดเงินจากเงินนำส่งของธนาคารพาณิชย์ แล้วก็ไม่ยอมลดดอกเบี้ย ในขณะที่รัฐบาลคอยอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนมีความสุขใจ อันนี้ผมว่าไม่ถูกนะครับ
พูดแบบนี้ ทำไมพอมีการแทรงแซงตำแหน่งประธานบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทย แล้ววันนั้น ค่าเงินบาทอ่อนลงทันที ปัญหาของประเทศเล็กๆ คือเขาต้องระวังไม่ให้ค่าเงินขาดเสถียรภาพ การทำงานของธนาคารกลางจึงต้องค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่ถ้าดำเนินนโยบายอนุรักษ์นิยมแล้วไปว่าเขาว่า เขาดูดเงินจากประชาชน อันนี้ผมก็คิดว่าไม่เหมาะสม
ผมเข้าใจในเรื่องนี้ดีมาก เพราะผมเคยอยู่กระทรวงการคลัง และอยู่นานถึงเกือบห้าปีด้วย ผมเคยเป็นบุคคลที่เสนอให้ธปท.ดูแลหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเอง แทนที่จะมาถ่วงรัฐบาล ปรากฏว่าผมโดนก้อนหินปาใส่จำนวนมาก รวมทั้งผู้จัดการกองทุนชั้นนำของต่างประเทศ โทรศัพท์ไปถามผู้ว่า ธปท.สมัยนั้นมากมาย ว่าจะเอาแบบนี้จริงๆหรือ ซึ่งผู้ว่า ธปท.สมัยนั้นคือคุณชายปริดิยาธร ผมโดนคุณชายต่อว่ามากเวลาเจอกัน ผมจึงเข้าใจในเรื่องนี้ดีมากคนหนึ่ง
ผมถึงอยากเขียนเพื่อให้ความรู้กับผู้อ่านว่า ธนาคารกลางเขาสามารถช่วยเศรษฐกิจจากการกำกับดูแลระบบการเงินให้มีเสถียรภาพ และให้สถาบันการเงินมีความมั่นคงที่เป็นตัวกลางในการรับและส่งสภาพคล่องถึงมือเศรษฐกิจจริงได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นการทำคุณูปการให้กับประเทศ แล้ว เฉกเช่นรัฐบาลถ้าทำโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและประเทศ ให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจโตตามศักยภาพ ก็คือการทำคุณูปการให้กับประเทศเช่นเดียวกัน
การนำส่งเงินร้อยละ 0.47 จากฐานเงินฝากทั่วประเทศ เพื่อชดเชยกองทุนฟื้นฟู จะเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับฐานะการคลังของประเทศ ว่าจะช่วยเหลือเจือจุนปัญหาเก่า จากงบประมาณได้มากน้อยเท่าไหร่ แต่การจะลดตัวเลขตรงนี้ แล้วเอาบางส่วนไปเหมือนแจกเงินให้ประชาชนที่มีหนี้ครัวเรือน ตัดหนี้ให้เขา ตรงนี้มีหลักปฏิบัติว่า ใครสร้างหนี้จริง หนี้เทียม ควรได้รับเท่าเทียมกันอย่างไร หรือไม่ จะก่อให้เกิดการเสียธรรมาภิบาลในการใช้หนี้ที่ตัวเองก่อหรือไม่ ใช้หลักคิดอะไรมา อันนี้ผมไม่ทราบ แต่ถ้าจะเอาไปลดดอกเบี้ยเงินกู้ของรายย่อยที่มีรายได้ต่ำ หรือเป็นกลุ่มพิเศษเช่นกลุ่มเปราะบาง อันนี้อาจพอฟังขึ้นมาได้บ้าง
สิ่งที่ในอดีตที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง คุณกิตติรัตน์ ได้ปรับปรุงกฎหมายแก้ไข พรก.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผมว่าดีอยู่แล้ว มีเหตุมีผลที่มีการช่วยกันแบบนี้
แต่ถ้าอีกหน่อยประเทศไทยมีความทันสมัยมาก เป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่เรียกว่า เงินบาทเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายมากๆ มีทรัพย์สินทุนสำรองแน่นหนา อยากบริหารหนี้สินของธปท.ด้วยตนเองทั้งหมด อันนี้ผมว่า ก็น่ารับฟัง เรารอให้ถึงวันนั้นก่อนดีไหมครับ

