พลันที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง โลกอาจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด
โดยเฉพาะตลาดการค้าและธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ที่ต้องจับตามองว่าจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อย่างไร ความร้อนแรงของนโยบายทรัมป์จะนำไปสู่ทิศทางไหน และเอสเอ็มอีไทยจะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้หรือไม่
ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการรักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า สสว.ได้วิเคราะห์นโยบายทรัมป์ต่อเอสเอ็มอีไทยแต่ละประเด็น ดังนี้
1.สงครามการค้า 2.0 : ใครได้ ใครเสีย?
เมื่อทรัมป์ประกาศเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 60% และประเทศอื่นๆ 10-20% ส่งผลให้เอสเอ็มอีไทยอาจมีโอกาสก้าวสู่ตลาดสหรัฐ ในฐานะผู้ทดแทนสินค้าจากจีนมากขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ จีนจะหันมาลงทุนในไทย และใช้ฐานการผลิตที่นี่ส่งออกไปสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้เอสเอ็มอีไทยต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะในระยะยาว หากสินค้าจีนไม่สามารถส่งไปสหรัฐได้ และหันมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิต สหรัฐอาจจับตาและอาจขึ้นภาษีสินค้าจากไทย หรือให้ไทยติดแบล๊กลิสต์ จะทำให้ตลาดส่งออกของเอสเอ็มอีไทยได้รับผลกระทบมหาศาล เนื่องจากตลาดสหรัฐมีความสำคัญมาก
โดยสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของเอสเอ็มอีไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 เอสเอ็มอีไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ 5,492.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 59.7% นับเป็นตลาดส่งออกสำคัญลำดับที่ 3 ของเอสเอ็มอีไทย รองจากจีนและอาเซียน คิดเป็นสัดส่วน 13.5% ของมูลค่าส่งออกรวมไปยังสหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของเอสเอ็มอีไทย ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ อุปกรณ์โทรศัพท์และสมาร์ทโฟนโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ หม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์สำหรับเครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์
2.การเปลี่ยนแปลงในกระแสการลงทุน : สหรัฐดึงบริษัทกลับบ้าน ไทยจะเสียเปรียบหรือไม่?
นโยบายดึงดูดการลงทุนกลับสู่สหรัฐ โดยใช้มาตรการจูงใจทางภาษี อาจทำให้บริษัทต่างๆ หันไปลงทุนในอเมริกาแทนการลงทุนในไทย สิ่งนี้อาจลดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย แต่เทคโนโลยีที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนที่ต่ำของไทย ยังอาจทำให้ไทยน่าสนใจในสายตานักลงทุนบางกลุ่ม ซึ่งเอสเอ็มอีไทยควรจับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ในระยะสั้นการย้ายฐานการผลิตขนาดใหญ่ของธุรกิจเทคโนโลยีจากเอเชียไปยังสหรัฐ ยังคงไม่น่าเกิดขึ้นง่ายๆ เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ค่าแรงงาน ปัจจัยการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยกว่าในเอเชีย เป็นต้น
3.ปัญหานโยบายสีเขียวกับภาคอุตสาหกรรมไทย : โอกาสและความท้าทายที่กำลังมา
การที่ทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลง Paris Agreement และการชะลอร่างกฎหมาย Clean Competition Act ของสหรัฐ อาจส่งผลให้เอสเอ็มอีไทยได้รับอานิสงส์จากนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจขนส่ง รวมถึงเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ทั้งนี้ ในอนาคต ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก และการเจรจาต่อรองระหว่างผู้ค้าน้ำมันโลก
สำหรับมาตรการสีเขียว การที่สหรัฐจะยกเลิกการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศของโลก เช่น ปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อการลดลงของผลผลิตทางเกษตร รวมถึงสภาพอากาศที่ไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น ในระยะสั้นอาจเป็นผลดีต่อเอสเอ็มอีไทย อาจชะลอการลงทุนในการปรับตัว เพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว แต่ในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อการผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทยในระยะถัดไป อีกทั้งยังส่งผลต่อการค้าในบางตลาดหรือคู่ค้าที่ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น สหภาพยุโรป และประเทศที่มุ่งเน้นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสูง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นและหากการเมืองสหรัฐเปลี่ยนขั้วอีกครั้งก็จะมีผลทำให้เอสเอ็มอีไทยปรับตัวไม่ทันหากยังคงไม่เริ่มดำเนินการ
4.การเมืองโลกที่ร้อนแรง : ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเอสเอ็มอีไทย
การสนับสนุนอิสราเอลอย่างเด่นชัดของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจเป็นการยกระดับความรุนแรงของการต่อสู้ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งตะวันออกกลางเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตน้ำมันดิบของโลก สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการหยุดการผลิตน้ำมันดิบที่ได้รับผลจากการสงครามดังกล่าว ส่งผลต่อปริมาณและราคาน้ำมันดิบ ซึ่งทำให้ต้นทุนเอสเอ็มอีไทยในภาคการผลิตและขนส่งจะต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อยอดขายของเอสเอ็มอีไทย โดยเฉพาะในภาคการค้าและบริการ รวมทั้งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรอีกด้วย ด้วยกระแสการเมืองนี้จึงเป็นความเสี่ยงที่เอสเอ็มอีไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับตัวกับภาระต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
5.การท่องเที่ยวไทยกับโลก : ความกังวลและความไม่แน่นอน ไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมได้หรือไม่?
หากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและตะวันออกกลางขยายตัว นโยบายที่ค่อนข้างแข็งกร้าวของประธานาธิบดีทรัมป์ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพของเศรษฐกิจโลก หากนำนโยบายดังกล่าวมาใช้หลังจากเข้ารับตําแหน่งตามที่ได้ประกาศไว้ จะทำให้ผู้คนทั่วโลกระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เกิดการชะลอการใช้จ่ายและความกังวลเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการท่องเที่ยวทั้งของโลก และของไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงเป็นตลาดการท่องเที่ยวที่น่าสนใจอันดับต้นของโลก และคาดว่าจะยังคงทรงตัวจากนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้สูงและกลุ่มนักลงทุน รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาวที่ช่วยพยุงรายได้จากภาคการท่องเที่ยวของไทย
“บทวิเคราะห์นี้แสดงให้เห็นว่าเอสเอ็มอีไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมและติดตามกระแสโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างกลยุทธ์รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของนโยบายสหรัฐ เพราะโอกาสและความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หากปรับตัวได้เร็ว ธุรกิจไทยอาจเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสและเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง” ปณิตาทิ้งท้าย

