ปตท.9เดือนฝ่าปัจจัยลบ กำไร 8 หมื่นล้าน ส่งรัฐ 4.2 หมื่นล้าน พร้อมลุยโอซีเอ
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปีนี้ว่า มีกำไรสุทธิ 80,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ผลจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นตามปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการ G1/61 ที่เพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติมนเดือนมีนาคม 2567 มีกำไรจากการขายเงินลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และ Life Science รวมทั้งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลการดำเนินงานโดยรวมของ ปตท. และบริษัทย่อยลดลงจากธุรกิจการกลั่นที่มี Market GRM ปรับลดลง รวมทั้งมีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ที่มีกำไรขั้นต้นลดลงจากต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น จากผลกระทบของนโยบาย Single Pool ในปีนี้ รวมถึงจากการด้อยค่าสินทรัพย์ธุรกิจปิโตรเคมี
“กำไรที่มาจากผลการดำเนินงานของบริษัทในเครือ ปตท. คิดเป็น 78% และมาจากผลการดำเนินงานของ ปตท. คิดเป็น 22% โดยเป็นกำไรที่มาจากธุรกิจ Hydrocarbon 94% และธุรกิจ Non-Hydrocarbon 6% โดย 9 เดือนแรกของปี 2567 ปตท. และบริษัทในเครือ นำเงินส่งรัฐรวม 42,669 ล้านบาท เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืนอย่างสมดุล” นายคงกระพันกล่าว

นายคงกระพันกล่าวว่า ความคืบหน้าการ Revisit ขณะนี้เกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งธุรกิจ Hydrocarbon และธุรกิจ Non-Hydrocarbon อาทิ ธุรกิจอีวีจะมุ่งลงทุนสถานีชาร์จในครอบคลุมทั่วประเทศและปรับเหลือแบรนด์เดียวโดยมีโออาร์เป็นผู้ลงทุน ส่วนธุรกิจประกอบรถอีวีจะหาพาร์ทเนอร์มานำ ตามเทรนด์ธุรกิจที่แข่งขันสูง ขณะที่ธุรกิจLife Science มีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อระดมทุนและหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบริหาร เหล่านี้จะทำให้แผนลงทุน5ปีของปตท.ชัดเจน โดยกลางเดือนธันวาคมคณะกรรมการ ปตท. จะสรุปแผนธุรกิจและจะประกาศแผนอย่างเป็นทางการ จากปัจจุบันแผนลงทุน 5 ปี (2567-71) ของ ปตท.อยู่ที่ 2 แสนลัานบาท และ ปตท.ร่วมกับบริษัทลูกประมาณ 1 ล้านล้านบาท
นายคงกระพันกล่าวว่า ปี 2568 ปตท.คาดว่าจะกลับมาเติบโตทั้งรายได้และกำไร เนื่องจากสถานการณ์ธุรกิจปิโตรเคมีผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3-4% ทำให้ดีมานด์ของโลกเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รวมทั้งธุรกิจแอลเอ็นจีคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปีนี้ อย่างไรก็ตามปตท.จะจับตาปัจจัยเสี่ยงทั้งราคาน้ำมัน จีโอโพลิติก ภาวะโลกร้อน และนโยบายของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับฟอสซิล ซึ่งปตท.จะคงนโยบายลดคาร์บอนตามเป้าหมายของประเทศ
นายคงกระพันกล่าวว่า สำหรับการพัฒนาพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันของไทยกับกัมพูชา (Overlapping Claims Area หรือ OCA) ปตท.พร้อมเข้าไปดำเนินการ พร้อมแข่งขัน เพราะ ปตท.มี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่มีประสบการณ์ และลงทุนทั่วโลก ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถนำปิโตรเลียมมาใช้ได้ช่วง 5-6 ปีนี้ จากเดิมคาด 10 ปี โดยก๊าซธรรมชาติในแหล่งนี้จะสร้างความมั่นคงและมีราคาถูก คุ้มค่ากว่าแอลเอ็นจีแน่นอน

