แม้ในทุกวันนี้ “เทคโนโลยี” ได้เข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตในทุกมิติ รวมถึงการศึกษา มักทำให้เราเห็นภาพเด็กหยิบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกว่าการหยิบหนังสือเพื่อการเรียนรู้ ขณะที่ในหลายพื้นที่ห่างไกลยังมีความเหลื่อมล้ำและอุปสรรคต่างๆ ในการเข้าถึงความรู้ด้วยเช่น ความยากจนทำให้ไม่อาจเข้าถึงมือถือที่รองรับอินเตอร์เน็ต พื้นที่ห่างไกลที่ระบบอินเตอร์เน็ตไม่อาจเข้าถึงเครือข่ายที่มีความเสถียร
ดังนั้น “หนังสือ” ก็ยังเป็นอุปกรณ์ให้ความรู้และทำให้คนอ่านได้รู้จักโลกภายนอก ที่หลายพื้นที่เห็นความสำคัญและยังต้องการ ทำให้หลายภาคส่วนตื่นตัวกับเรื่องการมอบหนังสือเพื่อเป็นขุมทรัพย์ทางสมองให้กับเยาวชนและชุมชนต่างๆ
ล่าสุด วันที่ 16 พฤศจิกายน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะตัวแทนต่างๆ ร่วมถึงผู้บริหาร บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นำโดย นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธาน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นางสาวปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชนจำกัด (มหาชน) เดินทางไปเยี่ยมชมโรงเรียนเกาะสีชัง ต.ท่าเทววงษ์ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี พร้อมมอบหนังสือในโครงการ “ชุมชนอุดมปัญญา”

โดยนายสุชาติกล่าวขณะเยี่ยมชมว่า มติชนเป็นสื่อคุณภาพ มีหนังสือที่หลากหลาย สำหรับตนให้การสนับสนุนการเข้าถึงการอ่านและการศึกษามาตลอด จึงเชื่อว่าโครงการชุมชนอุดมปัญญาจะให้การศึกษาเข้าถึงชุมชน ถือว่าเป็นโครงการที่ดี แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีให้สังคมเปลี่ยนไป แต่หนังสือยังเป็นสิ่งสำคัญและควรปลูกฝังการอ่านหนังสือ ซึ่งการมอบหนังสือให้โรงเรียนเกาะสีชังแห่งนี้จะเป็นแหล่งหาความรู้ เหมือนความรู้ได้รับทั่วไป
“ถ้าตั้งใจ เอาอย่างผู้ว่าฯธวัชชัย (ธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี) ที่โตและเรียนที่เกาะสีชัง เป็นแบบอย่าง ไม่ท้อในการศึกษาหรืออุปสรรคใดๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ อธิบดี หรือรัฐมนตรีอย่างผมก็มีโอกาส ผู้ว่าฯกับผมก็เรียนโรงเรียนเดียวกัน ที่โรงเรียนชลราษฎร์อำรุง อ.เมือง จ.ชลบุรี”
ซึ่งในโอกาสนี้ นายสุชาติยังระบุอีกว่า ตนมีความตั้งใจเอาความรู้และทำโครงการมอบหนังสือให้อีกหลายพื้นที่ห่างไกล
ด้าน นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวต้อนรับนายสุชาติและคณะผู้บริหาร ตอนหนึ่งว่า เกาะสีชัง มี 7 หมู่บ้าน 1 อำเภอ 1 เทศบาล มีประชากรกว่า 4,000 คน ซึ่งในวันนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาสาธารณูปโภค ทั้งการติดตั้งระบบสูบน้ำประปา ระบบไฟฟ้าสำรอง งบ 800 ล้านบาท เตาเก็บขยะ งบ 20 ล้านบาท และการท่องเที่ยวกำลังขยายตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายธวัชชัยเล่าว่า ตนเป็นชาวเกาะสีชัง เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเกาะสีชัง จนจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) จากนั้นไปเรียนระดับมัธยมปลาย (ม.6) ที่โรงเรียนชลราษฎร์อำรุง อ.เมือง จ.ชลบุรี และดีใจได้มาเป็นผู้ว่าฯชลบุรี และพัฒนาเกาะสีชัง
จากคำบอกเล่าของ น.ส.สิวาลัย สวัสดิ์รักษา ผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะสีชัง “หนังสือที่เครือมติชนนำมามอบให้ครั้งนี้เป็นหนังสือนอกเวลาเพื่อให้เด็กๆ ได้อ่านกัน ส่วนใหญ่จะใช้เป็นหนังสือฝึกอ่าน ลับสมอง โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนแห่งเดียวบนเกาะสีชัง โดยมีเด็กระดับประถมมากกว่าเด็กระดับมัธยม ปีนี้มีนักเรียนรวม 360 คน ระดับมัธยม 144 คน ที่เหลือเป็นเด็กระดับประถมกว่า 200 คน ซึ่งวันนี้เด็กระดับมัธยมจะมีทางเลือกอื่นด้วย ต่อไปถ้าของบประมาณได้จะทำห้องสมุดดิจิทัล ก่อนหน้านี้เคยมีระบบดิจิทัล แต่ด้วยที่นี่ไฟฟ้าไม่ค่อยเสถียร มีไฟดับบ้าง มีพายุฟ้าผ่าจะลงคอมพิวเตอร์หรือทีวี เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มีความเสี่ยงจากฟ้าฝนแรง ระบบจึงพังได้ง่าย เมื่อ ผอ.เพิ่งมารับตำแหน่งได้ 11 เดือน ก็ค่อยๆ ทยอยทำในหลายเรื่องเพื่อการพัฒนาระบบการศึกษา”
ผอ.โรงเรียนเล่าต่อว่า หนังสือที่จะได้รับความสนใจและทางโรงเรียนเราคาดหวังให้เด็กมีความรัก การเรียนรู้ในเชิงลึก เรื่องแรกคือความรู้ด้วยประวัติศาสตร์ อย่างเกาะสีชัง เรามองเห็นประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างยาวนาน และประวัติศาสตร์สำคัญของชาติก็อยู่ที่เกาะสีชัง ที่มีพระมหากษัตริย์ถึง 3 พระองค์เสด็จแปรพระราชฐานมายังเกาะสีชัง เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวที่มาเกาะสีชังต้องมาชมคือ พระราชวังพระจุฑาธุชราชฐาน เรื่องที่สอง เป็นหนังสือด้านสิ่งแวดล้อม ทางน้ำ ทางทะเล รวมถึงการอนุรักษ์และสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ที่กำลังปลูกฝังเยาวชนอยู่ เด็กบางคนบนเกาะสีชังไม่เคยขึ้นฝั่งชลบุรีก็มี แม้บางคนได้ออกไปกับโรงเรียน บางคนพ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่เคยพาออกไปเลยก็จำนวนมาก
“เป็นตัวแปรหนึ่งทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้แม้ ณ วันนี้เรื่องเทคโนโลยีและเรื่องอินเตอร์เน็ตครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นก็จริง แต่สุดท้ายความเป็น manual คงต้องมีอยู่หนังสือเป็นเรื่องสำคัญ ที่เด็กสามารถเรียนรู้ตัวอักษรจากหนังสือ ขณะที่อินเตอร์เน็ตมีเรื่องหลายเรื่องต้องแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง แต่หนังสือที่ผ่านสำนักพิมพ์อย่างมติชน มีการพิสูจน์อักษรและตรวจสอบเนื้อหามาอย่างละเอียด จึงเชื่อว่าหนังสือมีเนื้อหาที่ถูกต้องและบิดเบือนน้อยกว่าอินเตอร์เน็ต ที่กังวลว่าเด็กจะเสพโดยที่ไม่รู้เท่าทันหรือแม้จะสอนให้ความรู้ แต่เชื่อว่าอินเตอร์เน็ตเป็นภัยอันตรายมากกว่าหนังสือที่เราได้อ่านกันในปัจจุบัน”
เมื่อสอบถามถึงค่านิยมการอ่านหนังสือและการเข้าห้องสมุด ผอ.โรงเรียนแห่งนี้ยอมรับว่าในเกาะสีชังมีห้องสมุดหลายแห่ง ทั้งห้องสมุดชุมชนของ กศน. และห้องสมุดโรงเรียน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้เวลากับการทำมาหากิน การตั้งใจเข้ามาเพื่อการอ่านจึงน้อยสำหรับคนทั่วไป หรือเด็กๆ ที่ต้องช่วยครอบครัว ยกเว้นมีกิจกรรมและขอใช้สถานที่ก็จะมีการหยิบดูจากแรงจูงใจหน้าปกหรือสีสัน ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดทำโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ โดยให้เด็กๆ หยิบหนังสือและอ่านให้ผู้สูงวัยที่อยู่ในบ้านหรือในสถานที่ต่างๆ ได้ฟัง รองรับสังคมสูงวัยที่จะได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ ภายนอกได้ต่อเนื่อง พร้อมกับต้องทำการรณรงค์ให้เข้ามาใช้มากขึ้น
ผอ.โรงเรียนท่านนี้เล่าต่อว่า สำหรับโรงเรียนเกาะสีชัง นอกจากปลุกการเรียนรู้แล้วยังเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรระดับประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ การพัฒนาพื้นที่รอบโรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้การเกษตร นำความรู้และความชำนาญจากนอกพื้นที่มาพัฒนาฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักที่เหมาะสมกับสภาพดิน ซึ่งดินบนเกาะสีชังขึ้นชื่อว่าเป็นดินดีในอุดมคติของพืช แต่ติดเรื่องขาดน้ำจืดเพื่อการปลูก ซึ่งต้องอาศัยน้ำบาดาลและน้ำฝนตามฤดูกาล แต่อีกไม่นานเกาะสีชังกำลังแก้ปัญหาเรื่องประปาและไฟฟ้าให้เพียงพอ โดยทำควบคู่กับโครงการกำจัดขยะ พัฒนาระบบร่วมกับชุมชนวิสาหกิจ ทำโครงการหนอนแมลงวันลายเพื่อกำจัดขยะอินทรีย์ แก้ปัญหาขยะเน่าเสียจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาพัก เที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มขึ้นๆ ผลการทดลองพบว่าการใช้หนอนแมลงวันลายช่วยย่อยสลายและขจัดของเสียให้ลดลง
เกาะสีชังยังก่อเกิดนักเรียนที่เป็นนักกีฬาระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ อาทิ ได้แชมป์กรมพลศึกษา ระดับประเทศ สมาคมกีฬาจานร่อนแห่งประเทศไทย เป็นกีฬาใหม่กำลังถูกบรรจุเป็นกีฬาสาธิตในซีเกมส์ครั้งต่อไป ซึ่งในเดือนธันวาคมนี้ เด็กจากเกาะสีชังจะเข้าชิงอีกหลายรายการ ด้านดนตรีโดดเด่นไม่แพ้ใคร สามารถคว้ารางวัลระดับประเทศหลายรายการ จากระนาดเอกและวงเครื่องสายรวมถึงผลักดันสร้างเด็กแห่งนี้เป็นกรีนซิติเซ่น
“โรงเรียนกำลังทำหลักสูตรเกาะสีชังบ้านฉัน เรียนรู้ด้านวิชาการควบคู่กับการสอดแทรกบ้านตนเองเข้าไป ในการสอนตลอดแนวตั้งแต่ระดับ ป.1-ป.6 หนังสือที่ดีจึงเป็นจุดสำคัญที่จะเกิดการพัฒนาในเรื่องต่างๆ ที่เรากำลังขับเคลื่อน” น.ส.สิวาลัยกล่าวในตอนท้าย

