หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้าชี้ น...

หอการค้าชี้ นโยบาย ทรัมป์ คัมแบ๊ก ทุบส่งออกไทยติดลบ 1.52% เสียหาย 1.6 แสนล้าน/จีดีพี

20.11.24 | 16:11 น.

หอการค้าชี้ นโยบาย ’ทรัมป์’ คัมแบ๊ก ทุบส่งออกไทยติดลบ 1.52% เสียหาย 1.6 แสนล้าน/จีดีพี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จารกการประเมินผลกระทบของนโยบาย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเศรษฐกิจไทย และทิศทางส่งออกไทยปี 2568 มองว่าจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ อาทิ การขึ้นภาษีสินค้าจีน 60% ขึ้นภาษีสินค้าประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐ 10% และนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน หรืออเมริกัน เฟิร์ส ผลกระทบต่อไทยทั้งทางตรง คือ การส่งออกสินค้าของไทยไปยังตลาดสหรัฐลดลง และทางอ้อม คือ การส่งออกวัตถุดิบของไทยในห่วงโซ่อุปทานจีน-สหรัฐลดลง การส่งออกวัตถุดิบของไทยในห่วงโซ่อุปทานสหรัฐจีนลดลง รวมทั้งสิ้น มีมูลค่า 160,472 ล้านบาท คิดเป็นการติดลบ 1.52% ต่อการส่งออกรวม และติดลบ 0.87% ของจีดีพีไทย

“ผลกระทบทางตรงที่อาจมีต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ค่าเงินบาท ที่นโยบายการปกป้องการค้าและการเก็บภาษีสูง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง สะท้อนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้ง เทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ค่าเงินบาทแข็งค่าลงเรื่อยๆ เช่นกัน ส่วนการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐ มีแนวโน้มลดลงแน่นอน หากมีการปรับขึ้นภาษีเพิ่มอีก 10% ตามที่ประกาศไว้ โดยประเมินว่ามูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐ อาจลดลง 3,106 ล้านเหรีญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาท อยู่ที่ 108,714 ล้านบาท” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า หากมีการปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 60% ของสหรัฐ จะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ ติดลบกว่า 59.0% ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไปในภาพรวม ติดลบ 9.6% ส่งผลกระทบต่อจีดีพีของจีนที่หายไปประมาณ 1.8% แต่เนื่องจากจีนพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเป็นสัดส่วนที่สูง ทำให้ผลกระทบกับจีนไม่ได้มากขนาดนั้น โดยการส่งออกวัตถุดิบของไทยในห่วงโซ่อุปทานจีน-สหรัฐ อาจมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการขึ้นภาษีนาเข้าสินค้าจากจีนเป็น 60% จะลดความต้องการสินค้าจีนในสหรัฐ ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบจากไทยลดลงตามไปด้วย โดยมูลค่าการส่งออกวัตถุดิบจากไทยไปจีนอาจลดลง 1,403 ล้านเหรีญสหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่า 49,105 ล้านบาท และความเสี่ยงของสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น อาจทำให้บริษัทสหรัฐชะลอการผลิตและการสั่งซื้อวัตถุดิบจากไทย กระทบให้มูลค่าการส่งออกวัตถุดิบจากไทยไปยังสหรัฐอาจลดลง 75.8 ล้านเหรีญสหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่า 2,653 ล้านบาท

Advertisement

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ผลกระทบจากการทะลักของสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดสินค้าไทย อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนจำเป็นต้องหาตลาดส่งออกใหม่ โดยไทยอาจเป็นหนึ่งในเป้าหมาย โดยสินค้าจีนกลุ่มที่มีโอกาสทะลักเข้ามาตีตลาดสินค้าไทย ได้แก่ เครื่องจักรกล 23.8% เฟอร์นิเจอร์และสินค้าเบ็ดเตล็ด 18% อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 16.1% โลหะและผลิตภัณฑ์จากโลหะ 10.1% สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 7% อื่นๆ 6.1% อาทิ รองเท้า 5.2% ยานพาหนะ 3.5% ผลิตภัณฑ์เคมี 3.1% อุปกรณ์ทางการแพทย์ 2.9% พลาสติก 2.9% เซรามิกและแก้ว 1.4% ส่วนโอกาสการส่งออกสินค้าไทยเพื่อทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ ยางและผลิตภัณฑ์ยาง ของเล่น เกมส์ และอุปกรณ์กีฬา

นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับการส่งออก ที่ถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คู่กับการท่องเที่ยว ประเมินว่า ในไตรมาส 4/2567 เศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มชะลอตัว หรือฟื้นตัวช้าลง โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้การส่งออกไตรมาส 4/2567 ชะลอตัว ได้แก่ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐและจีน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ช้าลงของยุโรป และอาเซียน ค่าเงินบาทที่ผันผวน และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ โดยหอการค้ามองว่าการส่งออกทั้งปี 2567 จะขยายตัวที่ 3.2% (กรอบ 2.95-3.46%) หรือมีมูลค่า 294,231 ล้านเหรียญสหรัฐ (กรอบ 293,474-294,945 ล้านเหรียญสหรัฐ) เฉพาะการส่งออกในไตรมาส 4/2567 จะขยายตัว 1.20% จากปีก่อน โดยช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 0.12-2.21% มูลค่า 71,055 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายธนวรรธน์กล่าวว่า การส่งออกของไทยปี 2568 คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 2.8% (กรอบ 2.55-3.03%) หรือคิดเป็นมูลค่า 302,477 ล้านเหรียญสหรัฐ (กรอบ 301,741-303,213 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยประเทศไทยเสี่ยงถูกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ เพราะเกินดุลการค้ากับสหรัฐ สูงเป็นอันดับ 9 ซึ่งหากสหรัฐ ขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย 10% และ 60% กับจีน อาจทำให้การส่งออกไทยปี 2568 จะขยายตัวได้ 1.24% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 297,892 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ถ้ากรณีที่สหรัฐ ขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย 15% และ 60% กับจีน การส่งออกไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เหลือเพียง 0.72% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 26,339 ล้านเหรียญสหรัฐ

“ฐานที่จะยึดต่อคือ การดูให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เติบโตที่ 40 ล้านคนให้ได้ เพราะการหายไปแสนกว่าล้านบาท จากผลกระทบที่เกิดขึ้น เท่ากับเงินออกไปมากกว่าที่ควรจะเป็น เสียโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท จึงต้องอัดเม็ดเงินจากงบลงทุนของรัฐบาลอัดเข้าไปให้เร็ว กระตุ้นการท่องเที่ยว และส่งเสริมให้เกิดการบริโภค ซึ่งคาดว่าเมื่อรัฐบาลมีแผนในการพักหนี้ ผ่อนคลายเรื่องการลดดอกเบี้ย 3 ปี วงเงิน 1.3 ล้านล้านบาท น่าจะมีผลช่วยเศรษฐกิจเพิ่มเติม” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแจกเงิน 10,000 บาท ให้ผู้สูงอายุ 60 ปี กำหนดในช่วงวันตรุษจีนนั้น มองว่าผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 4 ล้านคน จะเห็นว่ามาตรการที่ออกมานี้ รัฐบาลเริ่มใช้เงินสอดคล้องกับความเห็นที่หลายภาคส่วนแนะนำคือ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยใช้เงินไม่เต็มจำนวนที่เหลือ 3 แสนล้านบาทเต็มจำนวน จากเดิมที่ถูกใช้ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป มีเงื่อนไขในส่วนของบัญชีด้วย เพื่อสงวนการใช้งบประมาณแผ่นดิน และเปิดพื้นที่ความสามารถในการใช้เงิน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุฉุกเฉิน อาทิ สงครามทางการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มีเงินเก็บป้องกันสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงมองว่าเป็นนโยบายที่ดี สอดคล้องกับความเห็นของหลายฝ่าย โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี 2567 นี้ จะถูกกระตุ้นด้วยภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ที่มีลิซ่า ลลิษา มโนบาล สมาชิกวงแบล็กพิงก์ จึงเชื่อว่าบรรยากาศเข้าสู่ปีใหม่หรือไตรมาส 4/2567 เศรษฐกิจไทยจะโตดีกว่าไตรมาส 3/2567 เพราะมีแรงสนับสนุนจากการส่งออก และท่องเที่ยวอย่างแน่นอน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มปรับตัวดีขึ้น พร้อมใช้จ่ายช่วงปีใหม่ จึงควรมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมา

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มองว่าควรมีออกมา ผ่านการเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นต่อเนื่อง อาทิ มาตรการ Easy e-receipt ซึ่งจะสามารถอัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจได้อย่างน้อย 30,000 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปีใหม่ได้ โดยในส่วนของผลของมาตรการแจกเงินสดผู้สูงอายุนั้น ต้องดูว่าผู้สูงอายุจะใช้เงินมากน้อยเท่าไร คาดว่าเงินจะหมุนในช่วงแรก หรือช่วงตรุษจีนประมาณ 60% ของวงเงิน อย่างน้อย 20,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะพยุงเศรษฐกิจได้ ประกอบกับมาตรการแก้หนี้ที่จะออกมา คือการพักชำระดอกเบี้ย 3 ปี และมาตรการช่วยภาคเกษตรนั้น โดยรวมแล้วมาตรการทั้งหมดน่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ รัฐบาลควรทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าโตเกิน 3% ให้ได้ เพื่อสร้างโมเมนตัมให้เศรษฐกิจไทยโดดเด่น เพื่อให้คนไทยลืมตาปากได้ทั่วประเทศ และทำให้ประเทศไทยมีเสน่ห์มากขึ้น เนื่องจากประเทศอื่นๆ เศรษฐกิจโตเกิน 4% หมดแล้ว