หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้า เปิด...

หอการค้า เปิดงาน สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ชลบุรี เจาะลึก 3 เรื่องเร่งด่วนส่งรัฐเร่งดำเนินการ

23.11.24 | 12:32 น.

หอการค้า เปิดงาน สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ชลบุรี เจาะลึก 3 เรื่องเร่งด่วนส่งรัฐเร่งดำเนินการ


เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน เวลา 9.45 น.ณ ศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา หรือ สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี หอการค้าไทย จัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2567 โดยในปีนี้หอการค้าไทย จัดงานสัมมนา ภายใต้ ธีมสร้างไทยให้เติบโต สู่อนาคตที่ยั่งยืน (CONNECT FOR GROWTH: INNOVATING FOR OUR SUSTAINABLE FUTURE)

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ที่ตนได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564 ในช่วงนั้น ประเทศต้องเผชิญวิกฤตโควิด-19 ต้องปิดประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำ หอการค้าฯ ชูนโยบาย 99 วันแรก ฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยใช้แนวทาง เชื่อมจุดเชื่อมโอกาส ทำงานร่วมกับรัฐบาลและภาคส่วนต่าง ๆ ทำให้คำว่า คำว่าเป็นไปไม่ได้ กลายเป็น เป็นไปได้ ในวันนี้

นายสนั่น กล่าวว่า ประเด็นข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการวางยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน รวมทั้งข้อเสนอ 6 ประเด็นปลุกเศรษฐกิจไทยให้เติบโต เพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในการ ขับเคลื่อน เศรษฐกิจไทยในปีหน้า 2568 ให้โตไม่ต่ำกว่า 3 – 3.5%

Advertisement

โดย ปี 2567 นี้ หอการค้าไทยฯ คาดว่าจีดีพีไทยโต 2.6 – 2.8% พร้อมกับการเติบโตของสมาชิกหอการค้า โดยในปีนี้ มีมากถึง 160,000 รายและในปี 2568 เชื่อมั่นว่าจะทะลุ 200,000 รายแน่นอน

นายสนั่ย กล่าวว่า สำหรับ สถานการณ์ปัจจุบัน ของทั้งโลกและไทย

1.สถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์:
ปัจจุบัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา ที่นายโดนัลด์ ทรัมส์ ได้รับชัยชนะ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ แม้เราจะเผชิญกับความไม่แน่นอน แต่เรายังเชื่อว่าสงครามการค้าย่อมดีกว่าสงครามที่แท้จริง
โลกยังคงมีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจ และเราเห็นแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคของเรา เป็นโอกาสที่ประเทศไทยควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มองว่านี้คือโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับไทย ซึ่งจะไม่ใช่ แค่ วิน-วิน แต่จะเป็น สถานการณ์ชนะทั้งหมด (All win Situation) มองว่า ประเทศไทยต้องวางตัวเป็นกลาง และควรต้องขยายการค้า เชื่อมต่อกับประเทศอินเดียทั้งในด้านการค้า การลงทุน เพราะเป็นยุทธศาสตร์ประเทศ ที่ เชื่อมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับ อินเดีย เชื่อมผลประโยชน์จากจีน และ สหรัฐอเมริกาซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นโอกาสของไทย

2. เรื่องสำคัญต่อมาคือ ปัญหาหนี้ ที่ประชาชนและ เอสเอ็มอี กำลังเผชิญอยู่ หัวใจสำคัญคือ การแก้หนี้ – ใช้นโยบายการเงิน การคลัง ควบคู่กัน พร้อมกับการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำซึ่งหอการค้าไทยได้เสนอแนวทางหลายประการ เช่น การพักและยืดการชำระหนี้ ทั้ง บ้าน รถ และ เอสเอ็มอี โดยเฉพาะไม่ยึดรถกระบะที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน การลดดอกเบี้ย และการปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อก็เป็นเรื่องจำเป็นในขณะนี้

3. สำหรับภาคการเกษตรและอาหาร ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีประชากรส่วนใหญ่พึ่งพาอุตสาหกรรมนี้ สิ่งสำคัญในภาคเกษตรและอาหารคือ ประเทศไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีขั้นสูงโดยรัฐบาลสนับสนุนพันธุ์พืชที่ดี เพื่อเพิ่มผลผลิต และเปลี่ยนจากการขายสินค้าเกษตรสู่การแปรรูปเป็นอาหารที่มี คุณค่าส่วนนี้ เชื่อว่า ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ วายอีซี มีความพร้อม ที่จะเข้ามาช่วยแต่ละจังหวัดขับเคลื่อน ขณะเดียวกันหอการค้าฯ ตั้งทีมศึกษาตัวอย่าง โครงการ หุบเขาอาหาร (Food Valley) ของประเทศเนเธอร์แลนด์โดยวางแผนนำไปขยายผลในจังหวัดขอนแก่นเป็นแห่งแรก

นอกจากนี้ นายสนั่น กล่าวว่า หอการค้าไทยให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นของภาคเกษตรเราได้เสนอแนวทางนี้ต่อรัฐบาลและได้เห็นผลสำเร็จในระดับหนึ่ง การนำนวัตกรรม เช่น ระบบ ฟาร์มอัจฉริยะ มาใช้จะช่วยยกระดับผลผลิตได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ดร.พจน์ รองประธาน คนที่ 1 ได้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร รวบรวมข้อมูลสินค้าเกษตรที่ล้นตลาด ได้แก่ 1) พืชผัก ผลไม้ 2) ประมง และ 3) ปศุสัตว์

4. ในด้านการท่องเที่ยวและ ซอฟต์พาวเวอร์จากความทุ่มเทของท่านประธานกิตติมศักดิ์ คุณกลินท์ สารสิน ตนได้สานต่อด้วยแนวทางธุรกิจนาเที่ยว (Trade & Travel) ประการสำคัญคือ ไทยมีศักยภาพที่จะผลักดันให้กลายเป็นฮับการท่องเที่ยว และ ฮับเวสเนส สร้างคุณค่า จากจุดแข็งของเรา ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ
ไทยต้องใช้ประโยชน์จากซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย เช่น เทศกาลลอยกระทง ปีใหม่ และสงกรานต์ ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หรือแม้แต่ มวยไทย อาหารไทย นวดไทย ต่อยอดสู่ การระดับโลกให้ได้เน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับชุมชนและเศรษฐกิจในท้องถิ่น

นอกจากนี้ การเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ เช่น ซีเกมส์ และพืชสวนโลกที่โคราชและอุดร จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อย่างมาก

5. เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอล โดยเฉพาะการนำปัญญาประดิษฐ์ (Ai) มาใช้ ในภาคธุรกิจ ซึ่งส่วนนี้ไทยยังมีคนที่เก่งด้านเทคโนโลยีไม่เพียงพอ วันนี้ต้องรัฐต้องเร่งปรับตัวให้เร็วที่สุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เชื่อมการทำงานกันอย่างเป็นรูปธรรม

6. โอกาสในการเป็น ศูนย์กลางทางการศึกษา (Education Hub) ส่วนนี้ประเทศไทยสามารถต่อยอดจากการเป็นฮับการท่องเที่ยวได้ เพราะไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่จะช่วยให้เกิดการเดินทางมาพักอาศัยระยะยาวในประเทศไทย การดึงสถาบันการศึกษาชั้นนำมาอยู่ที่ประเทศไทย และสร้างโอกาสให้คนเก่งทำงานและถ่ายทอดความรู้ โดยเฉพาะด้านที่ประเทศไทยยังขาดความเชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับที่หอการค้าพยายามสร้างพื้นที่ให้ผลิตคนรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์โลกแห่งเทคโนโลยีไทยให้เกิดมากขึ้นซึ่งเราต้องปรับปรุงกฎหมายเพื่อดึงดูดนักลงทุนและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยระยะยาว ให้มีสิทธิ์ในการถือครองที่ดินหรืออำนวยความสะดวกในการต่อวีซ่า ก็จะเป็นประโยชน์ของประเทศไทยได้ในอนาคต ขณะเดียวกันประเด็นเรื่องค่าแรง หากเราสามารถใช้ จ่ายตามทักษะจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้แรงงานของเราเกิดความตื่นตัวและพัฒนาทักษะใหม่ๆ

7. ครบรอบความสัมพันธ์ไทยจีน เมื่อกล่าวถึงจีนที่ความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2567 หอการค้าไทย สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยจีนจัดสร้างซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เป็นสัญลักษณ์แห่งความกตัญญู และความจงรักภักดีของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีต่อพระมหากษัตริย์ไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

นานสนั่น กล่าวว่า หอการค้าฯ ได้รับระดมความเห็นจากเครือข่ายเอกชนทั่วประเทศ โดยมี 3 เรื่องเร่งด่วน ที่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ และได้นำเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี คุณแพทองธาร ชินวัตร ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

เรื่องที่ 1 การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ
ระยะสั้นเร่งใช้งบประมาณปี 68 ให้เป็นไปตามแผน กระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่ขอบคุณรัฐบาลแจกเงินสดกลุ่มเปราะบาง 14 ล้านคน เฟส 2 กลุ่มมผู้สูงอายุ 60 ปี เสนอแจกเงินสด เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หอการค้าฯ เสนอเพิ่มโครงการคูณสอง ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และขอขอบคุณรัฐบาลที่ตอบรับข้อเสนอหอการค้าฯ และได้ ประกาศมอบเป็นของขวัญให้ประชาชนในปลายปีนี้คือ มาตรการ โครงการของรัฐบาลที่สนับสนุนช่วยเหลือประชาชน และร้านค้าที่เข้าร่วมออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (Easy e-Receipt) ซึ่งรัฐบาลเองก็ต้องเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาให้ต่อเนื่อง ทั้งการลดค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการและประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน ซึ่งกำลังจะมีงานในจังหวัดต่างๆ

เรื่องที่ 2 ต้องช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศประเทศไทยต้องเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพ ที่มีการจ้างงานในประเทศ มีการใช้วัตถุดิบจากชุมชนอยู่ในอุตสาหกรรมยุคใหม่ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย เราต้องส่งเสริมการลงทุนที่มีลักษณะข้างต้นไม่ใช่เอาการลงทุนทุกชนิดที่มาและให้การส่งเสริมทุกอย่างประเทศไทยต้องเลือกการนำเข้าที่มีคุณภาพ ทั้งสินค้าและบริการต่างประเทศที่มา ต้องดูแลการค้าให้เป็นธรรม ไม่เป็นตลาดที่ดัมพ์สินค้าไร้คุณภาพ หรือสินค้าที่ถูกให้สินบน(subsidized) ซึ่งจะทำลายตลาดระยะยาวของประเทศ เราต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่มาลงทุนในประเทศที่เสียภาษีให้ไทยและสร้างการจ้างงานในไทย

เรื่องที่ 3 การวางยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อการเติบโตในอนาคต รักษาโมเมนตั้มในภาคธุรกิจที่ไทยยังแข่งขันได้ดี ด้านอาหาร ท่องเที่ยว สุขภาพ และ การเร่งดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ ด้านดิจิทัลการพัฒนาคนรองรับอนาคตและอุตสาหกรรมใหม่

นายสนั่น กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอที่หอการค้าไทยยื่นให้รัฐบาลได้รับการตอบรับอย่างดีในหลายข้อเสนอ และ
ตนเชื่อมั่นว่าการตอบรับแนวทางต่างๆนี้ จะมีส่วนช่วยเสริมให้ประเทศไทยหลุดจากการอยู่ใน
กับดักประเทศรายได้ปานกลาง

ทั้งนี้ นายสนั่น กล่าวว่า หอการค้าฯ เชื่อมั่น จีดีพีไทยปีหน้า น่าจะเติบโตได้ตามที่หลายสำนักคาดไว้ไม่ต่ำกว่า 3 และในอนาคตหากเรามีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ โดยเฉพาะการแก้หนี้ และ กระจายรายได้อย่างทั่วถึง ส่งออกสินค้าที่โลกต้องการ สร้างคนเก่งให้ทันทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และต่างประเทศมีโอกาสที่จีดีพีไทยจะกลับมาเติบโตเต็มศักยภาพได้ถึง 5%