หน้าแรก เศรษฐกิจ ประเสริฐ ปาฐก...

ประเสริฐ ปาฐกถาพิเศษ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เร่งพัฒนาสมาร์ทซิตี้ เกิดผล ปี 68

23.11.24 | 15:22 น.

ประเสริฐ ปาฐกถาพิเศษ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เร่งพัฒนาสมาร์ทซิตี้ เกิดผล ปี 68

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ณ ศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา หรือ สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี หอการค้าไทย จัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2567 ในปีนี้หอการค้าไทย จัดงานสัมมนา ภายใต้ ธีม สร้างไทยให้เติบโต สู่อนาคตที่ยั่งยืน (CONNECT FOR GROWTH: INNOVATING FOR OUR SUSTAINABLE FUTURE) โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อยกระดับธุรกิจของไทย”

นายประเสริฐ เปิดเผยว่า ความท้าทายในปัจจุบันที่สำคัญ มีดังนี้

  1. เอสเอ็มอี รองรับแรงงานในประเทศกว่าร้อยละ 35 ของแรงงานทั้งหมด อย่างไรก็ดี เอสเอ็มอี ยังต้องประสบกับ ปัญหาคล่องทางการเงินตลอดจนยังขาดความพร้อม และองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ยังไม่สามารถพัฒนารองรับได้มากนัก ขณะที่สินค้าจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาแข่งขันกับสินค้าไทยทั้งที่ ถูกต้องตามกฎหมายและลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายซึ่งไม่ได้มาตรฐานส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย
  2. ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ในภูมิภาคทั่วโลกโดยเฉพาะผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา ตลอดจนการนโยบายเชิงรุกทางการค้าของประเทศจีนที่กระจายไปทั่วโลก
  3. กฎระเบียบทางการค้าและการลงทุนของโลกที่เข้มงวดและให้ความสำคัญกับการลดภาวะโลกร้อนด้วยมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)การให้ความสำคัญกับ พลังงานสีเขียว (Green Energy) และมาตรฐาน ยูโร 6 ของสหภาพยุโรป
  4. ปัญหายาเสพติดและปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  5. ระยะกลางและระยะยาวจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลนำไปสู่การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศที่สำคัญ

ประเสริฐ

นายประเสริฐ กล่าวว่า ทางกระทรวงฯ ได้ประกาศนโยบาย ดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลภูมิภาค (The Growth Engine of Thailand) โดยการนำระบบดิจิทัลเป็นเครื่องมือ ขับเคลื่อนหรือกุญแจ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  • กุญแจที่ 1 : การนำระบบคราวด์มาใช้เพื่อไปสู่รัฐบาลดิจิทัล และรองรับการพัฒนา ประเทศในทุกด้านและสร้าวความเป็นธรรมในการเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตของประชาชนในทุก พื้นที่
  • กุญแจที่ 2 : การเปลี่ยนผ่านการทำงานไปสู่รัฐบาลดิทัลตาม พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐ ผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 ส่งผลต่อการทำงานที่รวดเร็ว มีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ ปลอดภัย สร้างความมั่นใจกับนักลงทุนต่างประเทศ
  • กุญแจที่ 3 : เร่งสร้างกำลังคนด้านดิจิทัล โดยประเทศไทยต้องการแรงงานฝีมือทักษะดิจิทัลที่ 1 แสนรายต่อ ปี แต่กำลังการผลิตบุคคลากรทางดิจิทัลสามารถทำได้เพียง 2 หมื่นรายต่อปีเท่านั้นกำลังคนที่มี ทักษะทางดิจิทัลจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการรองรับการพัฒนาประเทศ รัฐบาลได้เปิดให้กลุ่มที่มี ทักษะทางด้านดิจิทัลจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อช่วยพัฒนประเทศและถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้กับบุคลากรในประเทศ

ประเสริฐ

Advertisement

นอกจากนี้ นายประเสริฐ กล่าวว่า ความท้าทายในอนาคต ที่สำคัญ ได้แก่

  1. ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศและผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวเพื่อนำมาพัฒนา สินค้าและบริการเพื่อการแข่งขันให้มากขึ้น การพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างเดียวยังไม่เพียงพอแต่ต้องนำเอา ระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนา เพื่อสร้างมูลค่าให้กับตัวสินค้าโดยจะส่งผลต่อ ความสามารถในการแข่งขันให้มีมากขึ้น
  2. บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก เน้นการการนำเอาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาผนวกกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์คาดการณ์ด้านการค้าและการลงทุนซึ่งจะได้เปรียบเป็นอย่างยิ่ง
  3. กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ ในประเทศไทยยังคงมีจำนวนน้อย การพัฒนากลุ่มสตาร์ทอัพไทยให้ก้าวจากไปสู่ระดับตัวท็อปจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเร่งร่วมมือกันสร้างและพัฒนาเพื่อยกระดับ ศักยภาพในการค้าและการลงทุน
  4. เมืองน่าอยู่หรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือการเน้นขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอุตสาหกรรม เมืองท่องเที่ยว ให้มีความเป็นอยู่ ที่ดีและปลอดภัย เหมาะต่อการลงทุนทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งมีหลายจังหวัดเหมาะกับการ เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้ (Smart City) โดยหนึ่งในนั้นคือจังหวัดชลบุรีและจังหวัดหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลได้เร่งดำเนินการ ยกระดับซึ่งจะเห็นผลในปี 2568

ประเสริฐ

ทั้งนี้ นายประเสริฐ กล่าวว่า ความร่วมมือภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมากความร่วมมือ เพื่อพัฒนานักธุรกิจรุ่นใหม่ (YPC) หอการค้าไทยและหน่วยงานภาครัฐหรือ ซึ่งเป็นข้าราชการรุ่นใหม่ในระดับซี 6,7,8 ในพื้นที่ทั่วประเทศจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จและความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรัฐบาลมีความยินดีเป็นอย่างมากที่จะให้ความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย