หน้าแรก เศรษฐกิจ อนุทิน รับ สม...

อนุทิน รับ สมุดปกขาว จากหอการค้า จี้รัฐฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 เรื่องด่วน – เน้นแก้หนี้

24.11.24 | 12:57 น.

‘อนุทิน’ รับ ‘สมุดปกขาว’ จากหอการค้า จี้รัฐฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 เรื่องด่วน – เน้นแก้หนี้ กระจายรายได้


เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ณ ศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา หรือ สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี ณ ศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา หรือ สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี หอการค้าไทย จัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2567 โดยในปีนี้หอการค้าไทย จัดงานสัมมนา ภายใต้ ธีมสร้างไทยให้เติบโต สู่อนาคตที่ยั่งยืน (CONNECT FOR GROWTH: INNOVATING FOR OUR SUSTAINABLE FUTURE)

โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานและเป็นตัวแทนของรัฐบาลรับข้อเสนอทางเศรษฐกิจจากหอการค้าทั่วประเทศ (สมุดปกขาว) พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและมอบรางวัลผู้ว่าราชการจังหวัด “สำเภาทอง” ประจำปี 2567

นายอนุทิน กล่าวว่า ในนามของรัฐบาล ขอขอบคุณหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่จัดงานสัมมนาครั้งนี้ขึ้น ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ ทั้งประเทศ พัฒนาไปอย่างก้าวไกล ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้เป็นการหารือและถกแถลงในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยซึ่งใช้เวลา 3 วัน และต้องชื่นชมในความมุ่งมั่นของทุกคนในการเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยได้เติบโตพัฒนาไปอย่างก้าวหน้าและมีความต่อเนื่องและเพื่อให้ผู้บริหารภาครัฐในหลายๆระดับได้เห็นภาพ

Advertisement

การเชิญผู้บริหารของภาครัฐมาร่วมงานจะทำให้ผู้บริหารภาครัฐได้มีการซึมซับวิสัยทัศน์ของภาคเอกชนและใช้อำนาจหน้าที่ ในการอำนวยความสะดวกส่งเสริมสนับสนุนและเป็นเครื่องจักรที่จะช่วยให้ภาคเอกชนได้ร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองโดยมีภาครัฐคอยอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวว่า ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์มีความสำเร็จกับโครงการสิงคโปร์ “สมาร์ท เนชั่น” ซึ่งเป็นการสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ประกอบการในการใช้เทคโนโลยีทำให้ประเทศมีระบบบริการสาธารณะ ที่มีประสิทธิภาพมีคุณภาพ ดูแลประชาชนด้วยการใช้บริการสุขภาพออนไลน์ มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

หลายคนคงรู้ว่ารัฐบาลไทยก็กำลังขับเคลื่อนในเรื่องดิจิทัลอยู่เช่นกัน รวมถึงการพัฒนาพลังงานสะอาดซึ่งเรารับทราบเป็นอย่างดีว่ากติกาโลกในยุคปัจจุบันเราจะต้องทำให้ผลิตภัณฑ์สินค้าของไทยได้รับการยอมรับจากกติกาใหม่ของโลก ซึ่งการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำจะต้องผลิตด้วยการปราศจากมลภาวะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาแต้มต่อจากการค้า

ภาครัฐพร้อมที่จะให้การสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือในเรื่องของการบริหารการปกครอง และช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ เป็นกลไกในการสนับสนุนอย่างเต็มที่เพราะถือว่ามีความจำเป็นในยุคที่ประเทศไทยต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจมั่นใจว่าผู้ว่าราชการจังหวัดทุกท่านจะตระหนักถึงความสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมั่นคงอย่างยั่งยืนและยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ หากเอกชนมีปัญหาสามารถแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้โดยตรง

นายสนั่น กล่าวว่า สำหรับประเด็นและข้อเสนอแนะที่หอการค้าฯ ได้นำเสนอในสมุดขาว เพื่อ มอบให้รัฐบาลนำไปพิจารณาใช้เป็น แนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแก่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบไปด้วย ข้อเสนอเพื่อการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน 3 ข้อเสนอหลัก คือ

1. การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ โดยภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการ ลดภาระค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการ การควบคุมราคาสินค้าพื้นฐานและบริการที่ จำเป็น การตรึงราคาค่าไฟฟ้า – น้ำมันดีเซล การผลักดันให้มีการจัดตั้ง กรอ.พลังงาน การปรับขึ้นค่าแรง ขั้นต่ำให้เป็นไปตามกลไกคณะกรรมการไตรภาคี การกระจายงบประมาณไปยังภูมิภาคอย่างทั่วถึง และ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคูณสอง เพื่อเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ยังขอให้ รัฐบาลสานต่อการขับเคลื่อนการยกระดับเมือง 10 จังหวัดนำร่อง ที่ได้ดำเนินไปก่อนหน้านี้

2. การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เอสเอ็มอี แก้ไขปัญหาหนี้ ที่ประชาชนและ เอสเอ็มอีกำลังเผชิญอยู่ ซึ่งหัวใจสำคัญของการแก้หนี้ คือ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงิน การคลัง ควบคู่กัน พร้อมกับการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ตามที่หอการค้าไทยได้เสนอแนวทาง หลายประการ เช่น การพักและยึดการชำระหนี้ ทั้ง บ้าน รถ และ เอสเอ็มอี โดยเฉพาะไม่ยึดรถกระบะ ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน การลดดอกเบี้ย และการปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อก็เป็นเรื่อง จำเป็นในขณะนี้

นอกจากนี้ ภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งสร้างความสามารถในการแข่งขันของ ผู้ประกอบการ เพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ โดยดูแลการค้าให้ เป็นธรรม ไม่เป็นตลาดที่ดัมพ์สินค้าไร้คุณภาพ ซึ่งจะทำลายตลาดระยะยาวของประเทศ อีกทั้ง ไทยต้อง เลือกการลงทุนที่มีคุณภาพ ที่มีการจ้างงานในประเทศ มีการใช้ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นให้มากที่สุด

3. การวางยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1) การเร่งดึงดูด การลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หอการค้าฯ ได้ เสนอให้จังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ อีอีซี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการลงทุนใน อีอีซีได้อีกมหาศาล 2) การรักษาโมเมนตั้มภาคธุรกิจที่ไทยยัง แข่งขันได้ ทั้งในด้านอาหาร, ท่องเที่ยว, สุขภาพ และโอกาสการเป็นศูนย์กลางด้านศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมต่อและการศึกษา 3) การเร่งดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ ด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) , ดิจิทัล , รถพลังไฟฟ้า และ พลังงงานสีเขียว 4) การเจรจากับเพื่อนบ้านเพื่อยกระดับจุดผ่านแดนทางการค้า 5) การบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดท่วมและแล้งซ้ำซาก และ 6) การปรับปรุงนโยบายด้านแรงงานให้ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมี 6 ประเด็น ปลุกเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

ประเด็นที่ 1 การค้าและการลงทุน โอกาสและความท้าทาย

ประเด็นที่ 2 เกษตรและอาหาร : คลังอาหารของไทยและโลก

ประเด็นที่ 3 ท่องเที่ยวและบริการ : แหล่งรายได้สำคัญของประเทศ

ประเด็นที่ 4 การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียว

ประเด็นที่ 5 ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานยกระดับการแข่งขันของประเทศ

ประเด็นที่ 6 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค : สร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

“ ในอนาคตหากมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ โดยเฉพาะการแก้หนี้ และ กระจายรายได้อย่างทั่วถึงก็มีโอกาสที่ จีดีพี ไทย จะกลับมาเติบโตเต็มศักยภาพได้ถึง 5% ต่อปี” นายสนั่น กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับในปี 2568 การสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศจะจัดขึ้นที่ภาคใต้ จังหวัดสงขลา และสำหรับในปี 2569 การสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ จะจัดขึ้นที่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย