จ้างงานQ 3 ทรงตัว เกษตรหดตัวเพราะอุทกภัย หนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 90% ของจีดีพีครั้งแรกในรอบ 4 ปี เหตุสถาบันการเงินเข้มปล่อยกู้ หลังผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม จับตาบ้านต่ำ 3 ล้านส่อเอ็นพีแอลพุ่ง
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2567 พบความเคลื่อนไหวสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์แรงงานไตรมาส 3 ปี 2567 ค่อนข้างทรงตัว ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 40.0 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่ 0.1% จากการจ้างงานภาคเกษตรกรรมที่หดตัวต่อเนื่องที่ 3.4% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากสถานการณ์อุทกภัย ส่วนสาขานอกภาคเกษตรกรรมขยายตัวได้ที่ 1.4% โดยสาขาการขนส่งและเก็บสินค้าขยายตัวได้มากที่สุดที่ 14.0% และสาขาโรงแรมและภัตตาคารที่ 6.1% ขณะที่สาขาการผลิตหดตัว 1.4% โดยเฉพาะในการผลิตคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตยานยนต์
นายดนุชากล่าวว่า ส่วนชั่วโมงการทำงานโดยรวมเพิ่มขึ้น แต่บางส่วนยังต้องการทำงานเพิ่ม โดยภาพรวมอยู่ที่ 43.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และภาคเอกชนอยู่ที่ 47.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยผู้ทำงานล่วงเวลาเพิ่มขึ้น 3.8% ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานลดลง 32.9% และผู้ทำงานต่ำระดับเพิ่มขึ้น 15.0% ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม อัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ 1.02% หรือมีผู้ว่างงานจำนวน 4.1 แสนคน
นายดนุชากล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามในระยะถัดไป ได้แก่ 1.การส่งเสริมการปรับตัวของแรงงานในอุตสาหกรรมรูปแบบเดิมให้เป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เพื่อลดปัญหาเลิกจ้าง 2.การเตรียมความพร้อมด้านทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ 3.ผลกระทบต่อค่าครองชีพจากสถานการณ์อุทกภัยที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ควรตรวจสอบและควบคุมราคาไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
นายดนุชากล่าวว่า ส่วนหนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 2 ปีนี้ มีมูลค่า 16.32 ล้านล้านบาท ขยายตัว 1.3% ชะลอลงจาก 2.3% ในไตรมาสที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปรับลดลงจาก 90.7% ของไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 89.6% ซึ่งเป็นการปรับลดลงต่ำกว่า 90% ต่อจีดีพี ครั้งแรกในรอบ 4 ปี หรือตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2563
“โดยหนี้ครัวเรือนเกือบทุกประเภทมีการปรับตัวชะลอลงหรือหดตัวยกเว้นสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนหนึ่งมาจากการมีภาระหนี้ที่สูง ประกอบกับคุณภาพสินเชื่อที่ปรับลดลง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ สะท้อนจากเงินให้กู้แก่ภาคครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 38.5% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด มีการหดตัวเป็นครั้งแรก” นายดนุชากล่าว
นายดนุชากล่าวว่า ด้านคุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนปรับลดลงต่อเนื่อง โดยยอดคงค้างสินเชื่อบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วัน (เอ็นพีแอล) ในฐานข้อมูลเครดิตบูโรมีมูลค่า 1.16 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม อยู่ที่ 8.48% เพิ่มขึ้นจาก 8.01% ของไตรมาสที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นในสินเชื่อทุกวัตถุประสงค์
นายดนุชากล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในระยะถัดไป ได้แก่ 1.แนวโน้มการก่อหนี้ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น 2.ความเสี่ยงจากการต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบของครัวเรือน จากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง 3.แนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้บ้านที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะบ้านที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 3 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ารายได้ของครัวเรือนบางกลุ่มยังไม่ฟื้นตัว และสถานะทางการเงินยังตึงตัว จากการเลือกที่จะผิดนัดชำระหนี้บ้าน แม้ว่าบ้านจะถือเป็นสินทรัพย์จำเป็น และ 4.ผลกระทบของอุทกภัยต่อสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน

