เอกชนหนุน ‘อนุทิน’ ตั้งรองผู้ว่าฯเศรษฐกิจ หวังแก้ไขปัญหา-เร่งการเติบโตระดับจังหวัด
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นายธวัชชัย เศรษฐจินดา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้าภาคกลาง เปิดเผยว่า กรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เสนอแนวคิดให้จัดตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ จากปัจจุบันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องดูแลในภาพรวมเองทั้งหมด โดยเบื้องต้นเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว การมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดดูแลเฉพาะด้านเศรษฐกิจเลย เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อการบริหารจัดการ เหมือนรัฐบาลที่มีรองนายกฝ่ายเศรษฐกิจ หรือความมั่นคงแบบชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเป็นการมอบหมายงาน แต่ไม่ได้มีการมอบโดยตำแหน่งที่ชัดเจน ทำให้การมีตำแห่งดูแลจัดการที่ชัดเจน จะเพิ่มศักยภาพในการดูแลเศรษฐกิจในจังหวัดได้ สามารถแก้ไขปัญหาในเชิงจังหวัดได้เอง เพราะปัญหาบางเรื่องสามารถแก้ไขเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาส่วนกลางทั้งหมด
นายธวัชชัย กล่าวว่า ปกติการทำงานของส่วนจังหวัด มีการแบ่งงานอยู่แล้ว 4 ด้านในการจัดทำงบพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัด ได้แก่ 1.เศรษฐกิจ 2.สังคม 3.ความมั่นคง และ 4.การบริหารจัดการ ถือเป็น 4 กลุ่มที่จัดทำงบเพื่อพัฒนาในแต่ละจังหวัดอยู่แล้ว โดยการเพิ่มรองผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมาเพื่อดูแลเฉพาะด้านเศรษฐกิจทั้งหมดแบบเฉพาะเจาะจง จะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจในระดับจังหวัดมากขึ้นได้ จึงคาดหวังว่าหากมีการเพิ่มตำแหน่งรองผู้ว่าด้านเศรษฐกิจขึ้นมาจริง จะสามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดมากขึ้น มีการมอบหมายงานภายใต้ผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนมากขึ้น
นายธวัชชัย กล่าวว่า สำหรับการจัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ภายใต้แนวคิด “CONNECT FOR GROWTH: INNOVATING FOR OUR SUSTAINABLE FUTURE : สร้างไทยให้เติบโต สู่อนาคตที่ยั่งยืน” พร้อมส่งมอบสมุดปกขาวต่อรัฐบาล ที่แล้วเสร็จไปนั้น ได้นำเสนอแนวทางในการนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยแนวทางสำคัญ
ประกอบด้วย 2 แกนหลัก คือ 1.การเชื่อมโยง(Connect for Growth) เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายธุรกิจให้แข็งแกร่ง และ 2.การนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ ให้ตอบโจทย์ความยั่งยืนในระยะยาว (Innovating for Sustainability) ผ่านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะเร่งด่วน 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1.การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ โดยภาคเอกชนเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนและต้นทุนของผู้ประกอบการ การควบคุมราคาสินค้าพื้นฐานและบริการที่จำเป็น 2.การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน SMEs แก้ไขปัญหาหนี้ที่ประชาชนและ SMEs และ 3.การวางยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน
“เมื่อส่งสมุดปกขาวให้รัฐบาลแล้วนั้น มีความคาดหวังว่า ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด จะมีส่วนช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยมีเป้าหมายให้เศรษฐกิจหรือจีดีพีของไทยกลับมาเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 4 – 5% ต่อปี ตามศักยภาพที่ควรมี” นายธวัชชัย กล่าว

