หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท. เผยหนี้เ...

ธปท. เผยหนี้เสียทะลุ 5.5 แสนล้าน สินเชื่อแบงก์หดตัว 2% เคาะมาตรการแก้หนี้ก่อนสิ้นปี

26.11.24 | 17:26 น.

ธปท. เผยไตรมาส 3/67 สินเชื่อแบงก์หดตัว 2% หนี้เสียทะลุ 5.5 แสนล้าน คาดเคาะมาตรการแก้หนี้ร่วม ‘คลัง’ ก่อนสินปี


นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สินเชื่อภาพรวมธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 3/2567 หดตัวที่ 2% เทียบจากช่วงเดียวกันปี 2566 ถือเป็นการหดตัวลงไตรมาสแรก นับตั้งแต่ช่วงปี 2553 ซึ่งยังต้องติดตามภาวะการปล่อยสินเชื่อ การติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี และครัวเรือนบางกลุ่มที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และมีภาระหนี้สูง รวมถึงธุรกิจที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง และความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง ส่งผลให้หนี้เสีย หรือหนี้ไม่ก่อรายได้ (เอ็นพีแอล) มีแนวโน้มทยอยปรับเพิ่มขึ้น โดยในภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพอยู่ เพราะมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 3 อยู่ที่ 7.1 หมื่นล้านบาท ปรับดีขึ้น 9.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากการวัดมูลค่าตราสารทางการเงิน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 3 ปี 2567 โดยหลักจากการชำระคืนหนี้ที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะการจ่ายคืนหนี้ของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ แม้การให้สินเชื่อใหม่ยังมีต่อเนื่องในธุรกิจขนาดใหญ่ในภาคบริการ อสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์ อุตสาหกรรมการผลิต อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม แต่ต้องยอมรับว่าสินเชื่ออุปโภคบริโภคประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อที่อยู่อาศัย แม้มีการขยายตัวอยู่แต่มีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่สินเชื่อในภาคธุรกิจที่เผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขันยังคงหดตัว โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อและบัตรเครดิตยังคงหดตัว

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า ส่วนคุณภาพสินเชื่อยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (stage 3) ไตรมาส 3 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 553.4 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมที่ 2.97% (ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานสินเชื่อที่ปรับลดลง) สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2564 แต่ยังไม่ได้สูงสุดนับตั้งแต่เคยมีมา ผลจากทั้งสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่ออุปโภคบริโภค โดยธนาคารพาณิชย์ยังบริหารจัดการคุณภาพหนี้และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (stage 2) อยู่ที่ 6.86% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจากสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการจัดชั้นเชิงคุณภาพของธนาคารพาณิชย์ โดยธุรกิจยังสามารถชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขสัญญา และสินเชื่อที่อยู่อาศัย

Advertisement

“ปี 2563 สัดส่วนหนี้เสียอยู่ประมาณ 3.1% ส่วนปี 2553 อยู่ที่ 3.6% ซึ่งตัวเลขในปัจจุบันถือเป็นจุดที่เรากังวล แต่ไม่ได้กระจายตัวในวงกว้าง หนี้เสียกระจุกอยู่ในลูกหนี้ที่มีความเปราะบาง ลูกหนี้ธุรกิจ มีปัญหาเดิมและผ่านการช่วยเหลือมาแล้ว ถือเป็นความกังวลในกลุ่มลูกหนี้ที่มีความเปราะบางเป็นหลัก ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ทั้งรายประจำหรืออาชีพอิสระ โดยยอดคงค้างหนี้เสียในระบบอยู่ประมาณ 5.5 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษค้างชำระระหว่าง 1-3 เดือน ใกล้เป็นเอ็นพีแอล (SM) อยู่ที่ 1,277,028 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 3 คาดว่าจะลดลงเล็กน้อยจากระดับ 89.6% ต่อจีดีพีเทียบกับในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา” นางสาวสุวรรณีกล่าว

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า สินเชื่อบัตรเครดิต ติดลบเป็นไตรมาสที่ 2 แต่เห็นยอดการชำระคืนเพิ่มมากขึ้นหลังจากมีการปรับขั้นต่ำในการชำระหนี้ ขณะที่ยอดใช้จ่ายในไตรมาส 2 มีการปรับเพิ่มขึ้นกว่าเดิม สะท้อนถึงการใช้จ่ายที่กลับคืนมาแล้ว ส่วนสินเชื่อบ้านพบการชะลอตัวโดยเฉพาะในที่อยู่อาศัยแนวราบ ราคาต่ำกว่า 3-5 ล้านบาท ด้านสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวในส่วนสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเท่านั้น โดยการให้สินเชื่อเพิ่มเทียบการชำระคืนหนี้ของระบบธนาคารพาณิชย์ มีการปล่อยสินเชื่อที่ 4.24 ล้านล้านบาท การชำระคืนที่ 4.21 ล้านล้านบาท เมื่อรวมการบริหารจัดการของธนาคารพาณิชย์ทำให้สินเชื่อมีการหดตัว แต่ยังคงมีเม็ดเงินใหม่ปล่อยเข้าไป โดยมีเซกเตอร์และธุรกิจที่มีปัญหาด้านการแข่งขัน หรือเอสเอ็มอีที่ไม่ฟื้นตัว ได้รับการอนุมัติสินเชื่อยากขึ้น

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของการปรับโครงสร้างหนี้สะสมของระบบสถาบันการเงินในรอบ 9 เดือน ปี 2567 มีจำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือสะสม 6.10 ล้านบัญชี แบ่งเป็นลูกหนี้ธนาคาร และสถาบันการเงิน 1.90 ล้านบัญชี, ลูกหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) 4.20 ล้านบัญชี โดยคิดเป็นยอดภาระหนี้ที่ได้รับการช่วยเหลือสะสม 2.08 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นธนาคาร และสถาบันการเงิน 0.80 ล้านล้านบาท และ SFIs 1.27 ล้านล้านบาท

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า ด้านความคืบหน้ามาตรการแก้หนี้ครัวเรือนของกระทรวงการคลัง จะซับซ้อนกันหรือไม่ ต้องบอกว่า ธปท.ทำร่วมกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย (TBA) ในการออกมาตรการช่วยเหลือแก้หนี้ครัวเรือน เจาะกลุ่มที่มีปัญหาจริงๆ ซึ่งรายละเอียดคาดว่าจะเห็นความชัดเจนก่อนสิ้นปี 2567 โดย ธปท.กังวลการก่อให้เกิดวัฒนธรรมจงใจผิดนัดชำระหนี้ (Moral Hazard) จึงมีวันที่กำหนดการเป็นหนี้เสีย (Cut-off) โดยแหล่งเงินทุนที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ส่วนหนึ่งจะมาจากการลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.23% จากเดิม 0.46% และเงินส่วนหนึ่งจากธนาคารพาณิชย์เข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนก่อนสิ้นปี 2567 นี้

“โครงการที่จะออกมา จะมีการกำหนดคุณสมบัติของลูกหนี้ ไม่ได้เป็นการบังคับลูกหนี้ แต่จะเป็นทางเลือกให้เลือกสมัครเข้ามา เลือกเงื่อนไขและเกณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกหนี้ เพราะแต่ละโครงการหรือมาตรการก็มีเงื่อนไขแตกต่างกัน โดยปกติการลด FIDF ครึ่งหนึ่ง การชำระหนี้จะขยับไปครึ่งปี ซึ่งการตัดสินใจการปรับลด FIDF ขึ้นอยู่กับ ธปท. แต่ในส่วนของการจัดสรรการชำระหนี้จะขึ้นอยู่กับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะว่าจะจัดสรรการชำระหนี้อย่างไร จะชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยก่อนหรือหลัง โดยเชื่อว่าจะเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือลูกหนี้จริงๆ ไม่ได้เป็นเพียงการลดภาระแล้ว” นางสาวสุวรรณีกล่าว