หน้าแรก เศรษฐกิจ สบน.ปลื้มนักล...

สบน.ปลื้มนักลงทุนจองพันธบัตรยั่งยืน 5.5 หมื่นล้าน ปลายปีลุยล็อตสอง

27.11.24 | 14:16 น.

สบน.ปลื้มนักลงทุนจองพันธบัตรยั่งยืน 5.5 หมื่นล้าน ปลายปีลุยล็อตสอง


นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า การระดมทุนพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) ครั้งแรกในประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในประเทศ และต่างประเทศอย่างล้นหลาม โดยนักลงทุนมีการเสนอวงเงินซื้อพันธบัตรรวมทั้งสิ้น 55,285 ล้านบาท จากกรอบวงเงินที่ สบน. วางไว้ 30,000 ล้านบาท ถือว่าความต้องการสูงกว่าวงเงินที่วางไว้ถึง 2.76 เท่า

“เดิมเราประมาณการณ์ว่าจะออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน วงเงิน 20,000-30,000 ล้านบาท เมื่อพบว่านักลงทุนแสดงความสนใจอย่างล้นหลาม จึงเปิดจำหน่ายเต็มกรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ส่งผลให้สบน. ได้การระดมทุนที่ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ อยู่ที่ 2.70% จากต้นทุนดอกเบี้ยในตลาดอยู่ที่ 2.73%”นายพชร กล่าว

ทั้งนี้ ในการระดมทุนพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน มีนักลงทุนสถาบันในไทยกว่า 90% และยังมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นผลจากการสำรวจความต้องการลงทุน (Book Build) ในพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ต่างชาติมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจพื้นฐานไทย ตามนโยบายของรัฐบาล ประกอบกับฟิตซ์ เรตติ้ง ได้คงอันดับสถานะไทย BBB+ จึงเป็นอีกส่วนที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น

Advertisement

สำหรับพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน มีอายุ 15 ปี ระดมทุนเพื่อการกู้ชดเชยขาดดุล ในปีงบประมาณ 2568 โดยวางเงื่อนไขไว้ว่า 1.รถอีวีจดทะเบียน ในปี 2573 (2030) จำนวน 4.4 แสนคัน หากสามารถทำได้ตามเป้าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรลง 0.025% หากทำได้ตามเป้าจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 0.025% และ 2.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 388.5 ล้านตันคาร์บอน ในปี2573 (2030) ถ้าสามารถ “ทำได้” ตามเป้าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรลง 0.025% และหาก “ทำไม่ได้” ตามเป้าจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ย 0.025%

โดยสบน. จะดำเนินการทางด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนของรัฐบาลไทย โดยในช่วงปลายปี 2567 นี้ สบน. มีแผนที่จะดำเนินการออกพันธบัตรความยั่งยืน เพื่อระดมทุนในการสนับสนุนโครงการขนส่งพลังงานสะอาด และจะดำเนินหน้าที่ในการสนับสนุนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ด้านความยั่งยืนของไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นไป

นอกจากนี้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกองทุนใหญ่ๆ ยังแสดงความสนใจการออกพันธบัตรสกุลเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Bond : FCY) อย่างไรก็ตาม สบน. จะต้องดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยของไทย และต่างประเทศยังห่างกันถึงเท่าตัว ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนในการระดมทุนของรัฐบาล

อย่างไรก็ดี หากในอนาคตการระดมทุนในประเทศมีข้อจำกัด สบน. ก็จะมีการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว แต่ตามกฎหมายของสบน. การออกพันธบัตรสกุลเงินตราต่างประเทศ จะต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ไม่สามารถระบุในแผนกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้ ฉะนั้น จะต้องพิจารณารายละเอียดส่วนนี้ด้วย