หน้าแรก เศรษฐกิจ ยาแรงมาตรการแ...

ยาแรงมาตรการแก้หนี้ พักดอก 3 ปี เครดิตบูโร ส่งซิกปี68 หนี้เสีย เหลือไม่ถึง 1 ล้านล้าน

27.11.24 | 23:29 น.

ยาแรงมาตรการแก้หนี้ พักดอก 3 ปี เครดิตบูโร ส่งซิกปี68 หนี้เสีย เหลือไม่ถึง 1 ล้านล้าน

วันที่ 27 พฤศจิกายน นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า คาดการณ์แนวโน้มสถานการหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือNPLและหนี้กลุ่มSM ซึ่งค้างชำระเกิน 31-90 วัน เป็นหนี้ที่ใกล้จะเสีย จะมีทิศทางปรับตัวลดลง หลังจากเมื่อช่วงในไตรมาสที่ 3/2567 ที่ผ่านมา ยอดหนี้กลุ่มSM เริ่มลดลงจาก 6.3% เหลือ 4.8% หรือคิดเป็นมูลหนี้คงค้างที่ 4.8 แสนล้านบาท หากมีการควบคุมปริมาณไว้ จะทำให้ปริมาณหนี้จะไหลไปสู่การเป็นหนี้เสียลดลง โดยคาดว่าถึงสิ้นปี 2567 หนี้เสียอาจจะทรงตัวหรือน้อยกว่า 1.2 ล้านล้านบาท สำหรับปี 2568 ภาพรวมหนี้เสียน่าจะปรับตัวลดลง หลังรัฐบาลออกมาตรการแก้หนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ และกลุ่มเอสเอ็มอี ที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 1 ปี โดยพักดอกเบี้ย 3 ปี จ่ายเฉพาะเงินต้นปีแรกจ่าย 50% ปีที่2 จ่าย 70%และปีที่3 จ่าย 90% นับว่าเป็นแรงจูงใจให้คนเป็นหนี้สมัครเข้าร่วมมาตรการถึง 50% ถ้าเป็นไปตามที่คาดการณ์ ทำให้ปีหน้าหนี้เสียจะหายไปถึง 50% หรือ 6 แสนล้านบาท ส่งผลให้หนี้เสียปี 2568 อาจจะไม่ถึง 1 ล้านล้านบาท

“มาตรการรัฐที่จะออกมาเดือนธันวาคมนี้ ถือว่าเป็นมาตรการที่ดี แก้ปัญหาได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ตามเป็นการคาดการณ์เบื้องต้น ส่วนผลตอบรับจะเป็นไปตามนี้หรือไม่ คงต้องรอประเมินผลอีกครั้ง”นายสุรพลกล่าว

นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า มาตรการแก้หนี้ที่รัฐบาลจะประกาศในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นสูตรใหม่พักดอกเบี้ยให้ 3 ปี จ่ายเฉพาะเงินต้น รวมถึงอาจจะมีการแฮร์คัตหนี้กลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตให้ด้วย ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีและเป็นความหวังในการแก้หนี้ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันต่างจากวิกกฤตเมื่อปี 2540 ที่ในขณะนั้นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบ มีคนตกงาน แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยโตช้า เกิดจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นระดับกลางล่างและเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ดังนั้นหากมาตรการนี้มีผลบังคับใช้ คาดว่าน่าจะมีคนที่เป็นหนี้ใกล้จะเสียหรือเป็ฯหนี้เสียแล้ว สมัครเข้าร่วมโครงการมากพอสมควร ส่งผลให้ปี 2568 หนี้เสียในระบบจะลดลงไม่มากก็น้อย

“ส่วนผลต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้น ผลทางอ้อมทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่เพิ่มจากลูกจ้างในบริษัทเอสเอ็มอี ที่เริ่มมั่นใจในสถานะการเงินของบริษัท หลังบริษัทเข้าร่วมโครงการ จะทำให้ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ขณะที่ผลทางตรงจะช่วยลดซัพพลายบ้านมือสองที่ถูกยึดเพื่อขายทอดตลาดไหลเข้าสู่ตลาดน้อยลง และที่สำคัญเมื่อมีการแก้หนี้เสียของแต่ละกลุ่มแล้ว จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รวมถึงเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่”นายอิสระกล่าว

Advertisement