‘นภินทร’ ชงแผน 3 เฟส ชงครม. หยุดปัญหาสินค้าไร้คุณภาพไหลเข้าไทย

28.11.24 | 11:59 น.

‘นภินทร’ ชงแผน 3 เฟสหยุดปัญหาสินค้าไร้คุณภาพไหลเข้าไทย เข้าครม. มุ่งดึงทุนนอกเข้าระบบภาษี-สินค้าต้องผ่านมาตรฐานไทย

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทยและแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการประชุมครั้งที่ 2 ร่วมกับ 20 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้ข้อสรุปแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ สำหรับแก้ไขปัญหาสินค้าต่างประเทศไร้คุณภาพและการส่งเสริมยกระดับเอสเอ็มอีไทย ซึ่งเน้นใน 3 กลุ่มหลักคือ สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีการขับเคลื่อนแผนระยะสั้นตั้งแต่มกราคม 2568 โดยเบื้องต้นมีแนวทางดำเนินการดังนี้

1.บังคับใช้ระเบียบกฎหมายอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการตรวจสินค้า ณ ด่านศุลกากร ด้วยการเพิ่มความถี่ในการเปิดตู้สินค้า เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน การเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบเว็บไซต์และสินค้าที่วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็นไปตามกฎหมายไทย การเพิ่มจำนวนตัวอย่างการเก็บสินค้าสำหรับตรวจสอบสารพิษตกค้างให้มากขึ้น พร้อมทั้งจัดกลุ่มสินค้าเกษตรตามความเสี่ยงของการพบสารพิษตกค้างมาตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ ให้ทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง

2.ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการค้าในอนาคต โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการออนไลน์จากต่างประเทศจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและมีสำนักงานในไทยเพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้

3.ผลักดันให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยการปรับปรุงประมวลรัษฎากรกำหนดให้แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าในไทยต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร

Advertisement

4.ช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทย ผ่านการให้ความรู้และการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น การอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบธุรกิจ การจัดมหกรรมส่งเสริมธุรกิจ การส่งเสริมด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการไทย และจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์เพื่อยกระดับธุรกิจไทยให้มีความพร้อมและเข้าใจตลาดมากขึ้น

5.สร้างและต่อยอดความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น ขยายความร่วมมือด้วยแพลตฟอร์ม e-Commerce กับต่างชาติ การส่งเสริมนวัตกรรมสู่ตลาดต่างประเทศผ่านการลงนามความร่วมมือกับหน่วยงานระดับประเทศในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงผลักดันสินค้าไทยให้สามารถจำหน่ายบนแพลตฟอร์มต่างชาติ

นอกจากนี้ ภายใต้คณะอนุกรรมการชุดนี้ได้เตรียมการยกระดับการช่วยเหลือผู้บริโภคของไทยเพื่อสกัดกั้นสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพจากต่างประเทศ โดยจัดทำเอ็มโอยูระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสินค้า ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กับแพลตฟอร์ม e-Commerce โดยหน่วยงานฯ ดำเนินมาตรการแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์ม เกี่ยวกับปัญหาการจำหน่ายหรือโฆษณาสินค้าไม่ได้คุณภาพ/ผิดกฎหมาย การติดฉลากสินค้าและคู่มือการใช้งานภาษาไทย การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขอความร่วมมือให้แพลตฟอร์มออนไลน์นำสินค้าดังกล่าวออกจากแพลตฟอร์ม โดยมีกรมการค้าต่างประเทศเป็นหน่วยงานประสาน ติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินการภายใต้ MOU ดังกล่าวให้เห็นผลที่ชัดเจน

“มาตรการที่ออกมาจะช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบกับคุ้มครองผู้บริโภคชาวไทยไม่ต้องเสี่ยงกับการใช้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ พร้อมผลักดันให้สินค้าไทยมีมาตรฐานสากล และนำไปสู่เป้าเพิ่มสัดส่วนเอสเอ็มอีต่อจีดีพีเป็น 40% ในปี 2570 ซึ่งคณะอนุกรรมการฯจะมีการติดตามความคืบหน้าทุก 3 เดือน โดยผลการประชุมครั้งนี้จะเสนอรัฐมนตรีว่าการฯในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ และนำเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบต่อไป” นายนภินทรกล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงาน พบว่า หลังจากหน่วยงายเข้มงวดการนำเข้าสินค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติโดยตรง การนำเข้าลดลง โดยช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2567 เฉลี่ยนำเข้าเดือนละ 3,200 ล้านบาท ลดลเหลือประมาณ 2,000 ล้านบาท หรือลดลง 20% ขณะที่ตั้งแต่ 5 กรกฎาคม-27 พฤศจิกายน เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้านำเข้าที่ขายในไทยได้ 707 ล้านบาท และได้จับกุมสินค้าด้อยคุณภาพในช่วงดังกล่าวรวม 560 ล้านบาท ทั้งสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เสื้อผ้า-รองเท้ากีฬา วิตามินที่ไม่มีเครื่องหมายการค้า อย. การขนส่งสินค้าหลังเข้มงวด จากเดิมสินค้าบรรจุใน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ จะมี 250 รายการ หลังมาตรการเข้มงวด 1 ตู้คอนเทนเนอร์เหลือ 40 รายการ จึงมีผลต่อค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงขึ้น เดิมต้นทุนตู้ละ 2 หมื่นบาท เพิ่มเป็น 1.2 แสนบาท จึงทำให้สินค้าเอสเอ็มอีในไทยแข่งขันได้มากขึ้น