หน้าแรก เศรษฐกิจ กลุ่มสำรวจ-ผล...

กลุ่มสำรวจ-ผลิตปิโตรเลียม ส.อ.ท. ชง 4 ข้อเสนอถึงรบ. เดินหน้าเจรจา พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

28.11.24 | 14:18 น.

กลุ่มสำรวจ-ผลิตปิโตรเลียม ส.อ.ท. ชง 4 ข้อเสนอถึงรบ. เดินหน้าเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ชี้หากสำเร็จ 2 ประเทศได้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน นายนิพัฒน์สิน ยิ้มแย้ม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้ชงข้อเสนอ 4 ข้อถึงรัฐบาล เพื่อช่วยให้การเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ของไทย-กัมพูชา ( Overlapping Claims Area หรือ OCA ) เดินหน้าไปสู่ความสำเร็จ โดยประกอบด้วย 1.ในการตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค(Joint Technical Committee -JTC )ไทย-กัมพูชา ฝ่ายไทยจะต้องเลือกบุคคลที่จะมาเป็นประธานที่สาธารณชนให้การยอมรับ และไว้วางใจ ว่าจะคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นที่ตั้ง 2.คณะกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวกับการเจรจาจะต้องมีความต่อเนื่อง ไปจนกว่าจะได้ข้อยุติ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เนื่องจากในขั้นตอนการเจรจา เป็นเรื่องของการต่อรอง ที่เป็นเรื่องทางเทคนิค และทั้งสองฝ่ายจะไม่มีใครได้ตามต้องการทั้ง 100%

นายนิพัฒน์สินกล่าวว่า 3.รัฐบาลจะต้องมีความกล้าหาญ ที่จะทำให้เรื่องของการเจรจา ไม่ถูกโยงกับการเมือง และ 4.ทุกฝ่ายต้องมีความสามัคคีกันเป็นหนึ่งเดียว คำนึงเรื่องของผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ของพรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่ง

“ทั้ง 4 ข้อ อาจจะมองว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นอุดมคติ นำไปปฏิบัติได้ยาก แต่หากทุกฝ่ายคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติก็เชื่อว่าจะนำไปปฏิบัติได้ เช่นเดียวกับกรณีพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ที่ทั้งสองประเทศ ต่างได้ประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมที่ถูกนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพื้นที่ OCA ไทย-กัมพูชา ในบทบาทของประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม อยากจะเห็นนโยบายจากภาครัฐที่ให้การส่งเสริมบริษัทของคนไทยให้เข้าไปมีส่วนร่วมในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับที่บริษัทของมาเลเซียได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล”

นายนิพัฒน์สิน กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ที่ทั้งไทยและกัมพูชาจะได้รับหากการเจรจา OCA ได้ข้อยุติ คือ ภาครัฐของทั้งสองประเทศจะได้รับค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียม รวมถึงการจ้างงานและการลงทุนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เป็นซัพพลายเชน ซึ่งแตกต่างจากการนำเข้าLNG ที่ภาครัฐจะไม่ได้ประโยชน์จากค่าภาคหลวง โดยในโครงสร้างทางธรณีวิทยาของพื้นที่ OCA ที่อยู่ในแอ่งปัตตานี เช่นเดียวกับแหล่งปิโตรเลียมสำคัญของฝั่งไทยทำให้มั่นใจว่า จะมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ อยู่มากพอสมควร นอกจากนี้ การที่ฝั่งไทยมีการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แท่นผลิตและระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเอาไว้พร้อมแล้ว แต่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หากมีก๊าซธรรมชาติจาก พื้นที่ OCA ส่งเข้าระบบก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำลง ผู้บริโภค ก็จะได้ใช้ก๊าซธรรมชาติราคาถูกลง ค่าไฟฟ้าก็จะถูกลงด้วยเมื่อเทียบกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เป็น LNG

Advertisement

“ไม่อยากให้เรื่อง OCA ถูกโยงเข้าไปเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะไม่เกิดประโยชน์ใดๆต่อประเทศ เพราะหากการเจรจายิ่งล่าช้า ประเทศก็จะยิ่งเสียโอกาสที่จะได้นำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ในจังหวะที่ยังมีมูลค่าสูงและยังมีความต้องการใช้ โดยเรื่อง OCA ไม่ควรจะแปลว่า Overlapping Claims Area แต่ควรจะแปลว่า เป็น พื้นที่แห่งโอกาสที่ทั้งไทยและกัมพูชา จะได้พัฒนาปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน” นายนิพัฒน์สิน กล่าว