ส่องเศรฐกิจไทยปี’68 เปิดปัจจัย ‘หนุน-เสี่ยง’

29.11.24 | 12:31 น.
Screenshot

หมายเหตุนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567-2568 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน

คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในปี 2568 ไว้ที่ 3% โดยมีปัจจัยหนุนที่สำคัญจากการใช้จ่ายภาครัฐ การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน การส่งออก และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่มีเสถียรภาพ

ส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.4% การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 3.1% ขณะที่มูลค่าการส่งออกของไทย (ในรูปของดอลลาร์สหรัฐ) จะขยายตัวได้ 2.5% ชะลอตัวลงจากปี 2567 เนื่องจากผลของฐานที่สูงในปีนี้ ด้านการท่องเที่ยว ประเมินว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแตะ 40 ล้านคน

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.2% อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วง 1.75-2.25% โดยมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับลดดอกเบี้ยในปีหน้าลงได้อีก 1-2 ครั้ง ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน อยู่ในช่วง 34.50-35.50 บาท/ดอลลาร์ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 35 บาท/ดอลลาร์

ทั้งนี้ ในปี 2568 ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ความเสี่ยงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก และปริมาณการค้าโลกที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าคาด, ภาระหนี้สินของครัวและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง, ความเสี่ยงจากความผันผวนในภาคการเกษตร, ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์

Advertisement

ประเมินขนาดของผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในแต่ละมาตรการ ที่จะมีต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2568 โดยรวมแล้ว 1.65 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นผลต่อจีดีพีที่ 0.93% แยกเป็น มาตรการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 กลุ่ม ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 3.56 หมื่นล้านบาท ส่งผลต่อจีดีพี 0.20%

มาตรการแก้ปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) นอกจากแก้ปัญหาหนี้แล้วยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปด้วยในตัว เนื่องจากลูกหนี้เอ็นพีแอลที่ได้รับเงินช่วยเหลือ หรือเงินที่ได้ต้องชำระหนี้ ไปใช้จ่ายทั้งหมดโดยไม่มีการเก็บออม คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 9.17 หมื่นล้านบาท ส่งผลต่อจีดีพี 0.51% และมาตรการช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 3.85 หมื่นล้านบาท คิดเป็นผลต่อจีดีพี 0.22%

อย่างไรก็ดี มาตรการแจกเงิน 10,000 บาทในเฟส 2 คาดว่าจะได้รับก่อนตรุษจีนปี 2568 นั้น ยังไม่ใช่ตัวหลักที่จะช่วยขับกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า แต่ตัวหลักคือมาตรการที่จะออกมาช่วยแก้หนี้ครัวเรือน และการปรับโครงสร้างหนี้ ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอย ก็อาจจะทำมาตรการออกมาอีกต่อเนื่อง เศรษฐกิจให้หมุนได้ต่อ ซึ่งทำได้หลายมาตรการ อาทิ โครงการคูณสอง หรือคนละครึ่งเดิม หรือจะเป็นโครงการลดหย่อนภาษี อีซี่อี-รีซีท เชื่อว่ารัฐบาลจะตัดสินใจได้ง่าย เพราะการลดหน่อยภาษีเป็นทางเลือกที่ดี ที่รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณ แต่ใช้เงินภาษีในอนาคตที่จะต้องได้รับออก กลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจแทน โดยสามารถอัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจได้ 3-5 หมื่นล้าน ตามวงเงินของการใช้จ่าย จากที่คาดว่าจะมีประชาชนใช้มาตรการนี้ราว 1 ล้านคน

อย่างไรก็ดี ในปีหน้าอาจจะต้องติดตามสถานการณ์การเมืองในประเทศ หลังจากเริ่มเห็นการหยิบยกประเด็นหรือความกังวลที่อาจจะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลว่าจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ เช่น MOU44 การยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้อาจมีผลให้มีการออกมาชุมนุมประท้วงได้ และคำวินิจฉัยของศาลอาจมีความสุ่มเสี่ยงต่อพรรคร่วมรัฐบาล และเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งการดำรงอยู่ของรัฐบาล ถ้ายังต่อเนื่องก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีการยุบสภาเกิดขึ้นก่อนที่จะมีงบประมาณแผ่นดิน ปี 2569 จะทำให้เกิดปัญหาให้เราไม่สามารถใช้งบประมาณได้เป็นปกติเหมือนในปีนี้ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปีนี้ เศรษฐกิจไทยโตต่ำ สิ่งที่น่ากังวลคือ ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ที่ทำให้งบประมาณไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นยุบสภาหรืออะไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยจากที่มองว่าจะโต 3% ก็จะย่อลงทันที

ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศก็คือ เรื่องการกลับมาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในปีหน้า ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้วิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดยประเมินว่า หากนายทรัมป์ดำเนินนโยบายทุกอย่างตามที่หาเสียงไว้ ทั้งการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 60% และจากประเทศอื่นที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ รวมถึงไทย 10-15%, ลดพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศนั้น ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะเสียหายถึง 160,472 ล้านบาท หรือทำให้การส่งออกไทยลดลง 1.52% และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.87%

แบ่งเป็น ผลกระทบทางตรง ทำให้ 1.ค่าเงินบาท มีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อทรัมป์ชนะเลือกตั้ง เนื่องจากนโยบายกีดกันทางการค้า และการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐ อาจส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่า 2.การส่งออก สินค้าของไทยไปยังตลาดสหรัฐลดลง 3,106 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.08 แสนล้านบาท คิดเป็น 1.03% ต่อการส่งออกรวม และ 0.59% ต่อจีดีพี สินค้ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม ยานพาหนะ และยางและผลิตภัณฑ์ยาง เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น

3.การลงทุนโดยตรงจากสหรัฐ มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” และการสนับสนุนให้ย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐ ทำให้แรงจูงใจในการลงทุนในไทยลดลง

ขณะที่ผลกระทบทางอ้อม การส่งออกวัตถุดิบของไทยในห่วงโซ่อุปทานจีน-สหรัฐ ลดลง 49,105 ล้านบาท และการส่งออกวัตถุดิบของไทยในห่วงโซ่อุปทานสหรัฐ-จีน ลดลง 2,653 ล้านบาท ได้แก่ 1.การส่งออกวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานจีน-สหรัฐ การขึ้นภาษีสินค้าจีนเป็น 60% อาจทำให้ไทยสูญเสียมูลค่าการส่งออกวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับจีนไปกว่า 1,403 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 49,105 ล้านบาท) คิดเป็น 0.46% ของการส่งออกรวม และ 0.27% ของจีดีพี

2.การส่งออกวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานสหรัฐ-จีน หากจีนมีการตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐ วัตถุดิบไทยที่เชื่อมโยงกับการส่งออกของสหรัฐไปจีนอาจลดลงอีก 75.8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,653 ล้านบาท) คิดเป็น 0.03% ของการส่งออกรวม และ 0.01% ของจีดีพี

3.การทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย นโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐ ทำให้จีนอาจจำเป็นต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้สินค้าจีนเข้ามาตีตลาดไทยมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเครื่องจักรกล เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โลหะ และสิ่งทอ

อย่างไรก็ตาม ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าไทยเพื่อทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ แทนสินค้าจีน โดยเฉพาะในหมวดเครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางและผลิตภัณฑ์ยาง และของเล่น หากไทยสามารถปรับตัวและขยายการผลิตให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ เพราะฉะนั้นนโยบายการขึ้นภาษีของทรัมป์จะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการส่งออกของไทยรวมกันแล้ว อาจจะทำให้ไทยสูญเสียมูลค่าส่งออก 160,472 ล้านบาท การส่งออกหายไป 1.52% ฉุดให้ภาพรวมจีดีพีไทยปรับลดลง 0.87%

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญของเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่ว่าปี 2568 โต 3% ต่อปี แต่คือจะทำอย่างไร ให้คนเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสเติบโตได้ 4-5% ตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ ซึ่งในส่วนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ยังมองว่าใน 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเติบโตอยู่ในระดับ 3% 

โดยจีดีพีไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าประเทศในอาเซียนอย่างชัดเจน คือ เติบโตเพียงแค่ 1.7% เพราะฉะนั้น ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ไทยอาจจะโดนประเทศในภูมิภาคอาเซียนแซงหน้าได้ ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของอาเซียนมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ถ้ายังเติบโตต่ำไปเรื่อยๆ ในอีก 15 ปีข้างหน้า จะตกลงมาอยู่อันดับ 5 อันดับ 6 ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างโดดเด่น

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบการเติบโตของจีดีพีของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ปี 2566 แล้ว อันดับ 1 อินโดนีเซีย ขยายตัวเฉลี่ย 3.7% ต่อปี อันดับ 2 ไทย ขยายตัวเฉลี่ย 1.7% ต่อปี อันดับ 3 สิงคโปร์ ขยายตัวเฉลี่ย 2.6% ต่อปี อันดับ 4 ฟิลิปปินส์ ขยายตัวเฉลี่ย 4.1% ต่อปี อันดับ 5 เวียดนาม ขยายตัวเฉลี่ย 5.4% ต่อปี และอันดับ 6 มาเลเซีย ขยายตัวเฉลี่ย 3.4% ต่อปี

ทั้งนี้ จากอัตราการเติบโตดังกล่าว โดยสมมุติว่าการเติบโตยังคงที่ไปเรื่อยๆ นั้น คาดการณ์ไทยจะถูกแซงโดย สิงคโปร์ ในปี 2568 เวียดนาม ในปี 2571 ฟิลิปปินส์ ในปี 2573 และมาเลเซีย ในปี 2581 เพราะฉะนั้นในระยะ 14-15 ปีข้างหน้า ไทยจะตกลงไปเป็นอันดับ 6 ของอาเซียน

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการแจกเงิน 10,000 บาท เฟสแรกในกลุ่มเปราะบางนั้น ม.หอการค้าไทยประเมินว่าจากเม็ดเงินที่รัฐบาลจ่ายเข้าไป 1.45 แสนล้านบาทนั้น อาจจะยังมีคนไม่มารับประมาณกว่า 4 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้น ตีไปว่าเม็ดเงินที่ออกมาจริงอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท และจากการทำโพลของ ม.หอการค้าไทย พบว่าประชาชนที่ได้รับเงินประมาณ 60% ที่ได้สิทธิตามโครงการ ใช้เงิน 10,000 บาทหมดแล้ว ทำให้เงินในส่วนที่ใช้ทันทีน่าจะตกอยู่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ส่วนประชาชนอีก 40% บอกยังใช้ไม่หมด แล้วยังเก็บเงินไว้ ม.หอการค้าไทยจึงประเมินว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 1 มีเม็ดเงินออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว 1.1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเชิงลบที่ทำให้โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 1 ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจรุนแรง เนื่องจากว่ามีสถานการณ์น้ำท่วม ที่ ม.หอการค้าไทยประเมินว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น เมื่อนำเงินดิจิทัลกับความเสียหายจากสภานการณ์น้ำท่วมมาหักล้างกัน เม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพียง 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น