หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท. ชี้ต.ค.ไ...

ธปท. ชี้ต.ค.ได้ท่องเที่ยว-แจกเงินหมื่น หนุนศก.ดีขึ้น รับมองภาพตรง หลัง IMF แนะลดดอกเบี้ยอีก

29.11.24 | 16:53 น.

ธปท. ชี้ศก. ต.ค. ได้ท่องเที่ยว-แจกเงินหนุนดีขึ้น รับมองภาพตรงหลัง ‘ไอเอ็มเอฟ’ แนะลดดอกเบี้ยอีก


เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจและการเงิน ประจำเดือนตุลาคม 2567 พบว่า ปรับดีขึ้นจากเดือนกันยายน ที่ผ่านมา หลักๆ เป็นผลมาจากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ทำให้มีนักท่องเที่ยวระยะไกลเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนียังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นด้วย รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนปรับดีขึ้น ส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากมาตรการเงินโอน 10,000 บาท สอดคล้องกับกิจกรรมในภาคการค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าคงทนและไม่คงทน แต่เศรษฐกิจในบางภาคส่วนยังชะลอตัวจากปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลง

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ภาคการผลิตและการส่งออกไทย ประเมินจากผลกระทบของสงคราม และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ พบว่าในช่วงที่ผ่านมามีการฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เพราะสินค้าจีนล้นตลาดเข้ามากระทบสินค้าไทย ทำให้ไม่สามารถขยายการเติบโตได้ อาทิ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและปิโตรเคมี ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและลาดต่างประเทศ เพราะมีการขยายฐานการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าของจีน ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เพราะจีนผลิตสินค้าที่มีปริมาณมากกว่า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้มีสินค้าคงเหลือออกมาขายในต่างประเทศมากขึ้น สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยกับจีน ที่อาจห่างกันมากขึ้น ทำให้การผลิตและการส่งออกของไทยอาจขยายตัวได้ยากขึ้น หากไม่มีการปรับตัว

“จากข้อมูลพบว่า การเปลี่ยนแปลงของดุลการค้าระหว่างไทยและจีน ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มมากขึ้นจาก 3.6% ต่อจีดีพี เมื่อปี 2543 เป็น 8.5% ต่อจีดีพีในปี 2567 ซึ่งสินค้าที่ไทยขาดดุลเป็นสินค้าที่มีราคาสูงกว่าจีนขาดดุลไทย อาทิ อิเลกทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ ทำให้ต้องจับตาดูอย่างต่อเนื่อง” น.ส.ชญาวดีกล่าว

Advertisement
น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ตามหมวดพลังงานจากผลของฐานต่ำในปี 2566 มีมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ หมวดอาหารสดลดลงจากราคาผักตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังปัญหาน้ำท่วมคลี่คลาย อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัว โดยหมวดอาหารปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่หมวดที่ไม่ใช่อาหารปรับลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลใกล้เคียงเดือนกันยายน ส่วนตลาดแรงงานปรับแย่ลงจากการจ้างงานในภาคบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ ภาคการค้า และก่อสร้าง สอดคล้องกับสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานรายใหม่ต่อจำนวนผู้ประกันตนรวมที่ปรับเพิ่มขึ้น

น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า แนวโน้มระยะต่อไป กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังมีแรงส่งจากภาคท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมทยอยฟื้นตัว แต่มีบางอุตสาหกรรมที่ยังคงได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายรับธุรกิจและรายได้ครัวเรือนในบางกลุ่มยังเปราะบาง โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐ ที่จะส่งผลต่อการส่งออกและการผลิต และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

น.ส.ชญาวดีกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เข้ามาร่วมประเมินภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีหน่วยงานด้านเศรษฐกิจไทยเข้าร่วมด้วย อาทิ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งประเมินว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แรงขับเคลื่อนหลักเป็นการบริโภคภาคและท่องเที่ยว แม้การใช้จ่ายภาครัฐจะมีบทบาทในการขับเคลื่อนจากการเบิกจ่ายที่ล่าช้า โดยปี 2567 ไอเอ็มเอฟมองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.7% ส่วนปี 2568 โตที่ 2.9% จากการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนเอกชน เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ ในระยะต่อนโนบายจะต้องหันมาเน้นการสร้างช่องว่างในการทำนโยบายการเงิน โดยมองว่านโยบายการคลังอาจขยายตัวได้น้อยลงกว่าแผนที่คาดไว้ แต่ยังทำหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยจัดสรรนโยบายบางส่วนไปเพิ่มผลิตภาพ ปฏิรูปการคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้การเติบโตทั่วถึง และลดสัดส่วนหนี้สาธารณะลงด้วย

“ในด้านนโยบายการเงิน ไอเอ็มเอฟเห็นด้วยกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และมองว่าอาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีก เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เนื่องจากความเสี่ยงในการก่อหนี้ใหม่อาจมีไม่มาก เพราะสินเชื่อชะลอตัว โดย ธปท.มองว่าการปรับลดดอกเบี้ยอีกนั้น ต้องรอให้กนง.พิจารณาอีกครั้ง เพราะขึ้นอยู่กับมุมมองของข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่เช่นกัน แต่เบื้องต้นมองภาพตรงกัน เป็นการปรับให้อยู่ในระดับธรรมชาติที่เหมาะสม แต่ระดับดังกล่าวมีระยะที่อาจมองต่างกันได้บ้าง” น.ส.ชญาวดีกล่าว