หน้าแรก เศรษฐกิจ คาดจีนใช้อัตร...

คาดจีนใช้อัตราแลกเปลี่ยนสู้กำแพงภาษีมะกัน ปีหน้าส่งออกไทยเสี่ยงชะลอตัว แต่ลงทุน-ท่องเที่ยวชดเชยได้

1.12.24 | 18:09 น.

คาดจีนใช้อัตราแลกเปลี่ยนรับมือกำแพงภาษีมะกัน ปีหน้าส่งออกไทยเสี่ยงชะลอตัว แต่ลงทุน-ท่องเที่ยวชดเชยได้ ห่วงหนี้ครัวเรือนแนะรัฐลดสัดส่วนหนี้เรือนต่อจีดีพี จริงจัง

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่าจีนอาจใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนรับมือกำแพงภาษีจากสหรัฐอเมริกา การตั้งอัตราภาษี 60% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนทุกประเภทย่อมกดดันให้เงินหยวนอ่อนค่าลง และดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเพราะการเกินดุลการค้าของจีนต่อสหรัฐจะลดลงทันที และการขาดดุลการค้าของสหรัฐต่อจีนจะลดลงเช่นเดียวกัน ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีหลังการปรับขึ้นภาษีจากอัตราภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

สำนักวิจัยของสถาบันการเงินระหว่างประเทศมองไปทิศทางเดียวกันว่า เงินหยวนจะอ่อนค่าลงสู่ค่าเฉลี่ย 7.51-7.60 หยวนต่อดอลลาร์ในปีหน้า โดย Capital Economics มองปลายปีหน้าเงินหยวนอาจอ่อนค่าแตะระดับ 8 หยวนต่อดอลลาร์ได้ ขณะที่มีความเป็นได้สูงมากที่จีนจะปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่า และ หากจีนสามารถป้องกันผลกระทบจากแรงกดดันเงินเฟ้อจากการอ่อนค่าเงินหยวนได้ ทางการจีนอาจปล่อยเงินหยวนอ่อนค่าไปเรื่อยๆ และอาจเข้าแทรกแซงกดค่าเงินให้อ่อนเพื่อหักล้างผลกระทบต่อภาคส่งออกจากขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐ หากเงินหยวนอ่อนค่าลงสู่ระดับ 8.42 หยวนต่อดอลลาร์ จะช่วยลดผลกระทบจากอัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 60% ได้

อย่างไรก็ตาม เงินหยวนที่อ่อนตัวอย่างรวดเร็วเกินไป อาจกระตุ้นให้เงินไหลออกและสร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดการเงินได้ และมีความเป็นไปได้ต่ำมากที่ ธนาคารกลางจีนจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเพราะจะส่งผลลบต่ออัตราการขยายตัวที่ต่ำอยู่แล้ว สงครามการค้าในสมัยรัฐบาลทรัมป์ 1 ทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงประมาณ 5-6% ในรอบนั้น

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า แม้เงินบาทและค่าเงินภูมิภาคอ่อนค่าแต่จะสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อไม่มาก และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อปีหน้าเฉลี่ยของไทยจะไม่เกิน 1% โดยปีนี้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยจะอยู่ที่ 0.5% ส่วน สหรัฐอเมริกาเอง การตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐอาจเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่ผลกระทบนี้จะถูกหักล้างโดยดอลลาร์แข็งค่า ส่งออกไทยปีหน้าชะลอตัวจากสงครามการค้าอย่างแน่นอน

Advertisement

โดยเฉพาะจากนโยบายกีดกันทางการค้า ทรัมป์ 2.0 อัตราการขยายตัวของการส่งออกจะเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปีนี้และมีโอกาสที่อัตราการขยายตัวการส่งออกแตะระดับ 4% ในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งนำเข้าก่อนการขึ้นกำแพงภาษี การเร่งการนำเข้าของผู้นำเข้าในสหรัฐในระยะนี้จะส่งผลต่อมูลค่าส่งออกโดยรวมของไทยช่วงปลายปีเพิ่มขึ้นได้จากสัดส่วนส่งออกไปตลาดสหรัฐคิดเป็น 25-26% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อัตราการขยายตัวส่งออกปีหน้าจะอ่อนแอลงสู่ระดับ 2-3% จากปริมาณการค้าและเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง รวมทั้งผลของการกีดกันทางการค้าและการตอบโต้กันด้วยกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐอเมริการกับประเทศคู่ค้า

ไทยเป็นกลุ่มประเทศที่เกินดุลการค้าจากสหรัฐในระดับสูงช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ไทยเกินดุลสหรัฐประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกินดุลการค้าสหรัฐสูงสุดในอันดับ 9 ส่งออกจากไทยอาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นอัตราภาษี 10% ในปี พ.ศ.2568 การขึ้นกำแพงภาษีสินค้าต่อไทยอาจสูงขึ้นอีกจาก 10% ซึ่งเป็นขั้นเริ่มต้น ขึ้นไปจนกว่าจะถึงจุดสมดุลการค้ากับประเทศไทย ซึ่งอาจเป็น 12-15% ก็ได้ หากยังไม่มีการปรับกำแพงภาษีใดๆ ในปี พ.ศ.2568 จะทำให้เกิดภาวะเร่งการนำเข้าสินค้านำเข้าจากไทย จะทำให้อัตราการส่งออกเพิ่มขึ้นได้

จากการประเมินของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าถ้าสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย 10% และขึ้นภาษีนำเข้า 60% จากจีนในปี 2568 จะทำให้อัตราการขยายตัวส่งออกไทยปีหน้าอยู่ที่ 1.24% ถ้าสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย 15% และขึ้นภาษีนำเข้า 60% จากจีนในปีหน้าจะทำให้อัตราการขยายตัวส่งออกไทยอยู่ที่ 0.72% ในปี 2568 อัตราการขยายตัวของมูลค่าส่งออกที่ต่ำกว่า 1% ย่อมสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก อัตราการขยายตัวของสินค้าเกษตรและอาหารที่มีสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศสูงที่ยังดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ มูลค่าส่งออกโดยรวมจะต่ำลงแต่โครงสร้างกระจายตัวของรายได้และผลประโยชน์จากการส่งออกยังตกกับคนในประเทศในสัดส่วนสูง หากไม่มีการขึ้นภาษีนำเข้าใดๆของสหรัฐในปีหน้าจะทำให้อัตราการขยายตัวของภาคส่งออกอยู่ที่ระดับ 2.8% ตามการคาดการณ์ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า แม้ภาคส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าแต่คาดว่าภาคการลงทุนและภาคการท่องเที่ยวจะช่วยประคับประคองไม่ให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 2.5% ได้ในปี พ.ศ. 2568 ส่วนภาคการบริโภคอาจได้รับการกระตุ้นจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย และการแจกเงินในระยะต่อไปแต่จะส่งผลบวกระยะสั้นตราบเท่าที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะยังอยู่ในระดับสูงกว่า 75% และการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนยังเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลดลงต่อเนื่องในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี พ.ศ.2567 แต่ลดลงจากตัวเลขหนี้ครัวเรือนขยายตัวต่ำเป็นประวัติการณ์และสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออย่างมาก

ทางการต้องเพิ่มสวัสดิการ ลดค่าครองชีพ จัดฝึกอบรมเพิ่มทักษะการทำงานให้กับกลุ่มรายได้น้อย นอกจากนี้ต้องดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก เพิ่มรายได้ หาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จากผลสำรวจหนี้ครัวเรือนในปีนี้ของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า หนี้สินเฉลี่ยของครัวเรือนโดยรวมอยู่ที่ 606,378 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็นสินเชื่อในระบบ 69.9% นอกระบบ 30.1% มีภาระผ่อนชำระรายเดือนโดยเฉลี่ยครัวเรือนละ 18,787.38 บาท การกู้ยืมเงินส่วนใหญ่อันดับแรกนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (เพื่ออุปโภคบริโภค) 24.3% ใช้จ่ายบัตรเครดิต 20.7% ใช้หนี้เก่า 18.6% ส่วนที่กู้ยืมเพื่อประกอบธุรกิจเพียงแค่ 11.7% ที่อยู่อาศัย 9.9% ยานพาหนะ 6.8% การศึกษา 3.4% รักษาพยาบาล 2.6%

กระบวนการลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพี (Debt Deleveraging) เป็นกระบวนการสำคัญที่จะช่วยลดความเปราะบางทางการเงินให้แก่ภาคครัวเรือนท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจภายนอกและภายในประเทศ การลงทุนสร้างงาน สร้างรายได้จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ยั่งยืนว่าการกระตุ้นการบริโภคหรือการพักหนี้ ในกระบวนการ Debt Deleveraging มาตรการต้องมุ่งไปที่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเปราะบาง กลุ่มครัวเรือนเปราะบาง ต้องออกแบบมาตรการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ลูกหนี้ที่มีลักษณะปัญหาต่างๆ กัน