‘อสังหาฯภูเก็ต’นิวไฮแสนล้าน
‘แสนสิริ’ยึดหัวหาดปั้นอาณาจักร
ด้วยศักยภาพและเศรษฐกิจของ “ภูเก็ต” เมืองไข่มุกอันดามัน สวรรค์ของนักท่องเที่ยว นักช้อป นักลงทุน ทำให้ยังคงเป็นหมุดหมายสุดร้อนแรงแห่งปี 2567 สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาสูงถึง 16 ล้านคน สร้างรายได้ทะยาน 5 แสนล้านบาท
กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และเมืองใหญ่ที่ทุนจากกรุงเทพฯเข้าไปปักธงแบบไม่มีพัก รับดีมานด์ต่างชาติที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คึกคักมาแรมปี จากคลื่นลงทุนบิ๊กแบรนด์ แข่งสร้างคอนโดมิเนียม รวมถึงพูลวิลล่าหรู ทำให้ “อสังหาฯภูเก็ต” เป็นที่ต้องการของกลุ่มเศรษฐีทั่วโลกติด Top 4 ของโลก รองจาก ดูไบ ฟลอริดา นิวยอร์ก
จากเดิมเป็นการพัฒนาโดยทุนท้องถิ่น ในวันนี้กลายเป็นสมรภูมิรบจากบิ๊กทุนเมืองกรุงที่มุ่งหน้าเข้าไป ทั้งในรูปแบบลงทุนเองและร่วมทุนกับแลนด์ลอร์ดในพื้นที่ ล้วนเป็นทุนใหญ่ในวงการ ไม่ว่าแสนสิริ ศุภาลัย ออริจิ้น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ แอสเซทไวส์ เซ็นทรัลพัฒนา ล่าสุดอรสิริน โฮลดิ้ง ที่ข้ามห้วยจากเชียงใหม่เข้าไปบุกแดนใต้
ขณะที่ “ค้าปลีก” ก็เติบโตไม่แพ้กัน หลังนักช้อปกระเป๋าหนักจากยุโรป ตะวันออกกลาง บินตรงมาเที่ยว มาช้อปสินค้าแบรนด์หรู ทำให้ “ตลาดลักชัวรี่” ภูเก็ตมาแรง โดยเฉพาะรัสเซียกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ของจังหวัด ล่าสุด “เซ็นทรัลพัฒนา” ทุ่ม 2 พันล้านบาท อัพเกรด “เซ็นทรัลภูเก็ต” ให้หรูเลิศมากยิ่งขึ้น โดยขยายโซนลักชัวรี่ฝั่งฟลอเรสต้าเพิ่ม 20,000 ตร.ม. และปรับโฉมฝั่งเฟสติวัล เป็น “เซ็นทรัลเวิลด์ 2”
ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ปี 2567 ตลาดคอนโดและวิลล่าภูเก็ตยังโตต่อเนื่อง โดย 3 ไตรมาสแรก มีเปิดใหม่กว่า 10,000 หน่วย มูลค่า 113,020 ล้านบาท เป็นคอนโด 9,298 หน่วย มูลค่า 64,500 ล้านบาท คาดไตรมาส 4 ที่เป็นไฮซีซั่นจะมีเปิดอีก 3,000 ยูนิต คาดทั้งปีจะมากกว่า 12,000 ยูนิต ถือว่าสร้างสถิติใหม่อีกครั้ง โดยทำเลหลักยังเป็นเชิงทะเลที่คึกคักมาก และไตรมาส 4 นี้น่าจะคึกมากขึ้น จากกำลังซื้อรัสเซียหนีหนาวเข้ามา ซึ่งเฉพาะตลาดต่างชาติในภูเก็ตมีการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ต่ำกว่า 2,000 ยูนิตต่อปี
“ภัทรชัย” กล่าวว่า สำหรับปี 2568 คาดการเปิดตัวใหม่จะเริ่มย่อตัวลงมากลับสู่ภาวะปกติ คงไม่มีเปิดตัวหวือหวาเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าภาวะปกติที่เปิดตัว 6,000-8,000 ยูนิต และค่อยๆ ปรับตัวสู่ภาวะสมดุล เนื่องจาก 2 ปีนี้มีคอนโดเปิดเกือบ 20,000 ยูนิต ยังมีบางส่วนที่เป็นสินค้าคงเหลือ ทำให้ซัพพลายยังปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งไตรมาส 3 ทั้งตลาดมีซัพพลาย 31,910 ยูนิต ขายแล้ว 20,667 หน่วย เหลือ 11,200 หน่วย มูลค่า 22,725 ล้านบาทที่รอระบาย ยังไม่รวมที่เปิดไตรมาสสุดท้าย หากเป็นตลาดยังดี คาดใช้เวลา 2-3 ปีในการระบาย แต่ไม่น่าห่วง ยังอยู่ในภาวะดูดซับได้ เพราะช่วงนี้ตลาดภูเก็ตฮอตและดีมานด์ต่างชาติยังสูง
“คาดว่ารายใหญ่ยังดาหน้าเข้าไปพัฒนาคอนโดบนเกาะภูเก็ตคักคึก ตอนนี้ตลาดเป็นดีเวลลอปเปอร์จากกรุงเทพฯที่เข้าไปแชร์ส่วนแบ่ง เปิดศึกแข่งขัน และเป็นผู้เล่นหลักในตลาดภูเก็ตไปแล้ว เพราะแต่ละรายไปแบบโครงการใหญ่ ขณะที่ราคาขายมากกว่า 2 แสนบาทต่อตารางเมตร ทำให้ภาพของภูเก็ตขณะนี้เป็นเดสติเนชั่นของดีเวลลอปเปอร์กรุงเทพฯ รองจากตลาดกรุงเทพฯ ซึ่งปีนี้ถือกว่าโมเมนตัมภูเก็ตมีมากกว่าเมืองท่องเที่ยวอื่น” ภัทรชัยกล่าว
“ภัทรชัย” กล่าวว่า ส่วนตลาดพูลวิลล่ายังสร้างสถิติใหม่ โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีเปิดตัวถึง 1,510 ยูนิต มูลค่า 48,520 ล้านบาท และภายในสิ้นปีนี้คาดอยู่ที่ 1,850 ยูนิต ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงปกติมีเปิดตัวไม่เกิน 100 ยูนิต ด้านราคาก็สูงขึ้น เริ่มต้น 15 ล้านบาทไปถึง 700-800 ล้านบาทต่อยูนิต ผลจากราคาที่ดินเติบโตก้าวกระโดด โดยผู้พัฒนาโครงการยังเป็นดีเวลลอปเปอร์ท้องถิ่น เช่น โบทานิก้า และในไตรมาส 4 นี้แสนสิริจะเปิดตัวพูลวิลล่าครั้งแรก ถือว่าเป็นอีกโครงการจะได้รับความสนใจอย่างมาก ขณะที่ชาญอิสสระได้เตรียมเปิดโครงการศรีพันวา ลากูน ภูเก็ต ยังมีนักลงทุนท้องถิ่นที่เตรียมจะลงทุนอีกหลายโครงการ ปัจจุบันพูลวิลล่ายังมียูนิตเหลือขายที่ 1,910 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 27,200 ล้านบาท
“ตลาดภูเก็ตยังคงคึกคักเหมือนเดิม ยังไม่มีที่ไหนเอาลงได้ในปีนี้ ตอนนี้กลายเป็นว่ากรุงเทพฯยังสู้ไม่ได้ ซึ่งคอนโดกรุงเทพฯเปิดตัวแพ้ภูเก็ตมา 2 ไตรมาสแล้ว ตั้งแต่ไตรมาส 2 และ 3 ที่ผ่านมา กลายเป็นว่าความโดดเด่นไปอยู่ภูเก็ตหมดในเวลานี้ ส่วนราคาที่ดินก็ปรับตัวสูงขึ้น ทำเลติดหาดราคาไร่ละ 100 ล้านบาทอัพ เพราะมีซัพพลายเหลือน้อยและดีเวลลอปเปอร์ทุกราย ยังคงหมายมั่นปั้นมือเข้าไปพัฒนาโครงการ และปีหน้าอาจจะมีโปรเจ็กต์ที่ทอล์ก ออฟเดอะทาวน์” ภัทรชัยย้ำ
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยในภูเก็ตหลังเข้าไปทำตลาดมากว่า 13 ปี รวม 27 โครงการ จำนวน 8,300 ยูนิต มูลค่ารวม 26,590 ล้านบาท และกำหนดเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากภูเก็ตเทียบชั้นเมืองระดับโลกไปแล้ว ในปีนี้ได้เปิด 4 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท อาทิ คอนโดแคนวาส เชิงทะเล เริ่มต้น 8.9 ล้านบาท เดอะ เทลส์ พูลวิลล่า ราคาเริ่มต้น 30-70 ล้านบาท และใน 5 ปีจากนี้ (2568-2572) จะเปิด 27 โครงการ เป็นแนวราบ 16 โครงการ แนวสูง 11 โครงการ มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท เป็นการรีวิวการลงทุนเพิ่มเติม ส่งผลให้มูลค่าโครงการรวม ณ ปี 2572 อยู่ที่กว่า 51,000 ล้านบาท รองรับทุกกลุ่มลูกค้า ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ในทุกโปรดักต์ ทั้งคอนโด บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม
“แสนสิริมียอดขายภูเก็ต สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ ซึ่งปีนี้จะมียอดขายกว่า 2,000 ล้านบาท ปีหน้า 2568 จะเพิ่มเป็น 4,000-5,000 ล้านบาท ในปีถัดไปจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 5,000 ล้านบาท จากนั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเปิดโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยลูกค้าหลักที่ซื้อเป็นชาวรัสเซีย รองลงมาจีน ยุโรป ซาอุฯ อินเดีย” อุทัยกล่าว
พร้อมขยายความว่า ตามแผนจะเปิดแนวราบปีละ 4-5 โครงการ และคอนโด 2-3 โครงการ ในปีหน้าเปิด 4 โครงการ เป็นคอนโด 2 โครงการ บ้าน 2 โครงการ โดยจากนี้จะทยอยซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับแผนลงทุนใน 5 ปี รวมถึงดูที่ดินจังหวัดพังงาและกระบี่เพิ่มเพื่อเป็นการขยายโอกาสการลงทุนเพิ่ม รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดอันดามัน โดยสนใจจะลงทุนพูลวิลล่าหรือคอนโดที่พังงา ส่วนกระบี่ยังต้องใช้เวลา 3-5 ปี รอสนามบินอันดามันสร้างเสร็จ
“ภูเก็ตเป็นเมืองไม่มีโลว์ซีซั่น เพียงแต่แน่นมาก แน่นน้อย และถูกไดรฟ์โดยการท่องเที่ยวถึง 80% ถามว่าตลาดอสังหาฯถึงจุดอิ่มตัวหรือยัง ผมว่ายังไปได้อีก เราถึงตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ 5 ปี และสร้างสำนักงานแห่งที่ 2 ที่ภูเก็ต” อุทัยทิ้งท้าย

